“เขิน” เมื่อถ้อยคำไม่ใช่ความรู้สึก เจาะลึกภูมิปัญญา “เครื่องฮักเครื่องหาง”
“เครื่องเขิน” เป็นงานหัตถศิลป์และภาชนะเครื่องใช้พื้นบ้านที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวล้านนา โดยมีลักษณะเด่น คือ การนำโครงไม้หรือเครื่องจักสานมาเคลือบทาด้วยยางรักเพื่อความคงทน กันน้ำ และเพิ่มความวิจิตรสวยงามให้แก่พื้นผิว (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2535, น. 58; พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, 2560) การทบทวนวรรณกรรมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับ เครื่องเขิน โดยวิเคราะห์แนวคิดที่สอดคล้องกันในมิติของโครงสร้างและคุณสมบัติการใช้งาน และมุ่งเน้นการวิเคราะห์ประเด็นความแตกต่างด้านภาษา หรือ อัตลักษณ์ถ้อยคำถิ่นที่ซ่อนอยู่ในเครื่องใช้ชนิดนี้

ที่มีการตกแต่งให้เกิดความสวยงาม ด้วยการปิดทอง เขียนลวดลาย
ถ่ายเมื่อ 12 พ.ย. 68

ที่มีการตกแต่งให้เกิดความสวยงาม ด้วยการปิดทอง เขียนลวดลาย
ถ่ายเมื่อ 12 พ.ย. 68

การนำโครงไม้มาขดและเคลือบทาด้วยยางรัก
ถ่ายเมื่อ 12 พ.ย. 68

การนำโครงไม้มาขดและเคลือบทาด้วยยางรัก
ถ่ายเมื่อ 12 พ.ย. 68
ประเด็นสำคัญที่พบในการทบทวนวรรณกรรมครั้งนี้ คือคำเรียกขานภาชนะเคลือบรักมีความหลากหลายและแฝงไปด้วยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนการเคลื่อนย้ายทางชาติพันธุ์ ซึ่งสามารถจำแนกถ้อยคำถิ่นได้ดังนี้
เครื่องเขิน คำเรียกที่คุ้นหูในปัจจุบันนี้ แท้จริงแล้วไม่ได้มีความหมายถึงอาการขวยเขินหรือเอียงอาย แต่เป็นคำที่เรียกตามชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ “ไทเขิน” หรือ“ไทขึน” ซึ่งเดิมอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง และถูกกวาดต้อนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเชียงใหม่ ประมาณราว พ.ศ. 2325-2354 ชนกลุ่มนี้ได้นำความรู้การทำภาชนะเคลือบรักติดตัวมาด้วย จนเกิดเป็น “บ้านเขิน” และทำให้ผลงานหัตถกรรมชนิดนี้ถูกเรียกว่าเครื่องเขินมาจนถึงปัจจุบัน (นฤทธิ์ วัฒนภู, 2555, น. 65-66; วิบูลย์ ลี้สุวรรณ, 2553, น. 141)
เครื่องฮักเครื่องหาง เป็นถ้อยคำถิ่นและภาษาช่างดั้งเดิมที่ชาวบ้านล้านนาใช้เรียกภาชนะชนิดนี้ โดยเรียกตามชื่อวัสดุหลักที่ใช้ในการผลิต ได้แก่ “ฮัก” (ยางรักสีดำ) และ “หาง” (ชาดสีแดง) กระบวนการทำเครื่องเขินจึงมักถูกชาวล้านนาเรียกว่าการ “ทำฮักทำหาง” (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2535, น. 58; วิบูลย์ ลี้สุวรรณ, 2553, น. 141)
โยนเถ่ เป็นคำศัพท์ในภาษาพม่าที่แปลว่า “เครื่องใช้ของชาวยวน (ชาวล้านนา)” คำเรียกนี้เกิดจากการทำศึกสงครามในอดีต เมื่อช่างฝีมือชาวล้านนาถูกกวาดต้อนไปยังพม่าและได้นำภูมิปัญญาเครื่องฮักเครื่องหางไปผลิตที่นั่น ชาวพม่าจึงเรียกสิ่งนี้ตามชื่อของชนชาติผู้ประดิษฐ์ (พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, 2560; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2564)
เครื่องเขินส่วนใหญ่มักใช้ตอกไม้ไผ่เหลาเป็นเส้นบางๆ ขดวนซ้อนทับกันเพื่อขึ้นรูปเป็นโครงสร้างหลัก เนื่องจากไม้ไผ่มีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่นได้ และไม่แตกหักง่าย จากนั้นช่างจะนำไปทาด้วยยางรักหลาย ๆ ชั้น โดยชั้นแรกเพื่อยึดโครงสร้างให้มั่นคง ชั้นต่อมาเป็นการอุดร่องรอย (รักสมุก) และขัดแต่งให้เรียบเนียน ส่วนชั้นสุดท้ายคือการตกแต่งพื้นผิวให้สวยงาม (นฤทธิ์ วัฒนภู, 2555, น. 65-66; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2564) หากเป็นเครื่องใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน มักจะใช้รักสีดำและตกแต่งด้วยสีแดงของชาด แต่หากเป็นของใช้ในพิธีกรรม จะมีการเพิ่มเทคนิคทางศิลปะ เช่น การปิดทองคำเปลว การขูดผิวให้เป็นร่องแล้วฝังสี (ชักเส้นไหม) หรือการปั้นกดพิมพ์รักเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายก้านขด ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ตลอดจนภาพนิทานชาดก ซึ่งรูปทรงของเครื่องเขินก็มักถูกออกแบบให้สอดคล้องกับอรรถประโยชน์ใช้สอย เช่น ขันโตก พาน ขันโอ และเชี่ยนหมาก เป็นต้น (พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, 2560; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2564)
นักศึกษาสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่
อ้างอิงข้อมูลจาก:
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (2535). ศิลปะหัตถกรรมไทย. ด่านสุทธาการพิมพ์.
นฤทธิ์ วัฒนภู. (2555). ศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้าน. วาดศิลป์.
พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ. (2560, 27 กันยายน). เครื่องเขิน: หัตถศิลป์แห่งภูมิปัญญา. https://museum.socanth.tu.ac.th/knowledge/past-exhibition/เครื่องเขิน/
วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. (2553). นามานุกรมเครื่องจักสาน. เมืองโบราณ.
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (2564, 8 ตุลาคม). เครื่องเขิน. ฐานข้อมูลเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน. https://traditional-objects.sac.or.th/th/equipment-detail.php?ob_id=216

