|
พระราชประวัติ
พระราชกรณียกิจ ::>>
ด้านสังคม |
สาธารณสุขและสาธารณูปโภค |
การเศรษฐกิจและการคลัง |
การคมนาคมและการสื่อสาร |
การศาสนา |
การยุติธรรม กฎหมายและศาล |
การทหารและการป้องกันประเทศ |
ภาษาและวรรณกรรม |
ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม |
การศึกษา |
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า ประชาชนที่มีสุขภาพอนามัยที่ดีย่อมเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมือง
ทรงห่วงใยในสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรในด้านการบริโภคอาหารและน้ำดื่ม การดำรงชีวิต
สภาวะแวดล้อมและการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ จึงโปรดให้ริเริ่มกิจการหลายอย่างเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน
สาธารณสุข

โรงพยาบาลศิริราชในสมัยแรกตั้ง
|

โรงเรียนแพทย์สมัยเมื่อเริ่มแรก
|

พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรรมการคณะหนึ่ง เพื่อดำเนินการสร้างโรงพยาบาลขึ้น
เมื่อสร้างเสร็จเรียกว่า โรงพยาบาลวังหลังและเริ่มเปิดดำเนินงานเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๑ ซึ่งปัจจุบันมีนามว่า "โรงพยาบาลศิริราช"
|
พุทธศักราช ๒๔๔๐ โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งตรา "พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ.๑๑๖"
โดยมีกระทรวงนครบาลเป็นผู้ดำเนินการเพื่อเป็นตัวอย่างแก่หัวเมืองทั่วไป และโปรดให้ตั้งกรมสุขาภิบาลขึ้น ให้กระทรวงมหาดไทยจัดการสุขาภิบาลในหัวเมืองต่างๆ
เริ่มที่ตำบลท่าฉลองจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นแห่งแรก ทรงออกประกาศและตรากฎหมายเกี่ยวกับสุขาภิบาลหลายฉบับ เช่น
ประกาศจัดการทำความสะอาดพระนคร ประกาศเกี่ยวกับการเผาศพตามวัดต่างๆ ห้ามทิ้งซากสัตว์ลงในที่สาธารณะ ห้ามขีดเขียนตามกำแพง
ให้จัดการทำลายขยะมูลฝอย ฯลฯ และโปรดฯ ให้ตราพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค เป็นต้น
ในเรื่องสิ่งเสพติด ทรงมีพระราชดำริว่า สิ่งเสพติดให้โทษทั้งหลายล้วนนำความเสื่อมโทรมมาสู่ร่างกาย
และเป็นความเสียหายอย่างยิ่งแก่บ้านเมือง จึงทรงโปรดให้ออกประกาศห้ามสูบฝิ่นและผสมฝิ่นเป็นยา
พระราชบัญญัติกำหนดโทษผู้ทำฝิ่นเถื่อน ในที่สุดโปรดยกเลิกโรงฝิ่นในกรุงเทพฯ ได้ถึง ๔๐๐ กว่าแห่ง
เมื่อถึงปลายรัชกาล
^ ขึ้นด้านบน
การแพทย์และกิจการโรงพยาบาล

ตึกเสาวภาค ใช้เป็นตึกคนไข้พิเศษและเป็นที่อยู่ของนักเรียนพยาบาล
|

การสอนวิชาเภสัชวิทยา ในโรงเรียนแพทย์
|

การเรียนผ่าตัดของนักเรียนแพทย์สมัยแรก
|

สัญลักษณ์สภาอุณาโลมแดง แห่งชาติสยาม
|
พุทธศักราช ๒๔๒๗ พระองค์ทรงดำริที่จะสร้างโรงพยาบาล เพื่อใช้เป็นที่รักษาประชาชนแบบแพทย์แผนใหม่ที่ทันสมัยอย่างในต่างประเทศ
เพราะการรักษาแบบยากลางบ้านนั้นล้าสมัย เมื่อเกิดโรคระบาดจะไม่สามารถช่วยคนได้อย่างทันท่วงที ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายในสมัยก่อน
๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๓๑ เปิดดำเนินการโรงพยาบาลขึ้นที่บริเวณพระราชวังหลัง เดิมชื่อโรงพยาบาลวังหลัง ต่อมาพระราชทานนามใหม่ว่า "ศิริราชพยาบาล"
พุทธศักราช ๒๔๓๒ โปรดให้มีการสอนวิชาแพทย์แผนใหม่ และจัดตั้งราชแพทยาลัย มีนายแพทย์จอร์จ แม็คฟาแลนด์ (พระอาจวิทยาคม) เป็นผู้อำนวยการ
ภายหลังมีแพทย์ประจำตามหัวเมือง และมีการแพทย์ทหารด้วย
พุทธศักราช ๒๔๓๖ ทรงสละราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จัดตั้งสภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม
จัดซื้อเครื่องเวชภัณฑ์ส่งไปช่วยผู้ป่วยในการรบกันในกรณีพิพาทเมื่อ ร.ศ. ๑๑๒
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงชักชวนสุภาพสตรีในราชสำนักร่วมกันตั้งกองบรรเทาทุกข์เรียกว่า "สภาอุณาโลมแดง"
ซึ่งก็คือสภากาชาดไทยในปัจจุบัน
^ ขึ้นด้านบน
การประปา

ประตูระบายน้ำทีสามเสน สำหรับระบายน้ำไปสู่ที่สูบน้ำเพื่อจัดทำน้ำประปา
|

ที่ตั้งสำนักงานการประปานครหลวงแห่งแรกบริเวณแยกแม้นศรี
|

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณโปรดเกล้าฯ
ให้ทำที่กักเก็บน้ำที่คลองเชียงรากจังหวัดปทุมธานีและขุดคลองประปา
สำหรับส่งน้ำเข้ามาจนถึงคลองสามเสน และฝังท่อเอกติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ ประกอบเป็นการประปาขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๓
|
พระองค์ทรงเห็นว่าประเทศไทยควรมีน้ำสะอาดเพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภค
เนื่องจากใช้น้ำในแม่น้ำลำคลองอาจก่อให้เกิดโรคระบาดดังที่เป็นมาในอดีตได้ ในปี ๒๔๕๒
โปรดเกล้าฯ ให้พระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงนครบาล จัดการประปาในกรุงเทพฯ
โดยจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศสมาจัดหาน้ำบริโภคที่สะอาดสำหรับประชาชน
ในเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๕๒ โปรดให้ทำการเก็บกักน้ำที่คลองเชียงรากน้อย
แขวงเมืองปทุมธานี และขุดคลองประปาสำหรับส่งน้ำเข้ามาถึงคลองสามเสน
พร้อมกับฝังท่อและติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ ประกอบเป็นการประปาขึ้น
แต่มิทันได้เสร็จสมบูรณ์ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน และกิจการนี้มาสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ ๖
^ ขึ้นด้านบน
การไฟฟ้า

บริษัทไฟฟ้าสยาม ทุนจำกัด เป็นบริษัทที่ชาวเดนมาร์กตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑ ซึ่งได้ทำสัญญากับรัฐบาลสยาม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐
|

ไฟฟ้าตามถนน
|

การไฟฟ้าเข้ามาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดย จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) พ.ศ. ๒๔๒๗
ใช้ในพระราชวัง ต่อมาบริษัทไฟฟ้าสยาม ของชาวเดนมาร์ก จึงจัดจำหน่ายกระแสไฟฟ้าแก่ประชาชนในพระนคร
|
พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า ไฟฟ้าเป็นพลังงานที่สำคัญและมีประโยชน์มาก เมื่อทรงมีโอกาสไปประพาสต่างประเทศได้ทรงทอดพระเนตรกิจการไฟฟ้า
และทรงเห็นประโยชน์มหาศาลที่จะเกิดจากการมีไฟฟ้า จึงทรงริเริ่มให้มีการใช้ไฟฟ้าขึ้นในพระราชอาณาจักร
โดยในปีพุทธศักราช ๒๔๒๗ พระองค์ได้ทรงมอบหมายให้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต)
ซึ่งขณะนั้นเป็นกรมหมื่นไวยวรนาถ เป็นผู้นำมาใช้คนแรก
พุทธศักราช ๒๔๓๓ ตั้งโรงไฟฟ้าที่วัดเลียบ หรือวัดราชบูรณะ จนกระทั่งถึงพุทธศักราช ๒๔๓๖
ต่อมาเพื่อให้กิจการไฟฟ้าก้าวหน้ายิ่งขึ้น รัฐบาลได้โอนกิจการให้ผู้ชำนาญด้านนี้ ได้แก่
บริษัทอเมริกัน ชื่อ แบงค็อค อิเลคตริกซิตี้ ซิดิแคท เข้ามาดำเนินงานต่อ และในปี พ.ศ. ๒๔๓๗
บริษัทเดนมาร์กได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในการเดินรถรางที่บริษัทได้รับสัมปทานการเดินรถในเขตพระนคร
ต่อมาบริษัทต่างชาติทั้ง ๒ บริษัทได้ร่วมกันรับช่วงงานจากกรมหมื่นไวยวรนาถ และก่อตั้งเป็นบริษัทไฟฟ้าสยาม
ขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๔๔๔ นับเป็นการบุกเบิกไฟฟ้าครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย ในการเริ่มมีไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรก
^ ขึ้นด้านบน
อ้างอิง
คณะกรรมการสวัสดิการ สำนักนายกรัฐมนตรี. ๒๕๔๖.
เทิดพระเกียรติ ๑๕๐ ปี สมเด็จพระปิยมหาราช.
กรุงเทพฯ. คณะกรรมการสวัสดิการ สำนักนายกรัฐมนตรี.
สุภักดิ์ อนุกูล. 2530. วันสำคัญของไทย. กุรงเทพฯ. อักษรบัณฑิต.
ภาพประกอบ
คณะกรรมการสวัสดิการ สำนักนายกรัฐมนตรี. ๒๕๔๖.
เทิดพระเกียรติ ๑๕๐ ปี สมเด็จพระปิยมหาราช.
กรุงเทพฯ. คณะกรรมการสวัสดิการ สำนักนายกรัฐมนตรี.
รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด
สนเทศน่ารู้
ขึ้นด้านบน
|