> พระราชประวัติ 
 > พระราชบิดาแห่งอักษรไทย
 > พระเกียรติคุณแผ่ไพศาล 
 > ธรรมะในศิลาจารึก 
 > ปกิณกะ 
    .... พระบรมสาทิสลักษณ์  
    .... มุมมองนักวิทยาศาสตร์ 
    .... ไม่มีผู้ใดปลอมได้ 
    ....    
 > สัตยาธิษฐาน 

 > บรรณานุกรม 
 > คณะผู้จัดทำ 

 > หน้าแรก 

 

จารึกพ่อขุนรามคำแหง "ไม่ปลอม" : จากมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ 

          คุณจิราภรณ์ อรัณยะนาค ได้เขียนบทความและให้ทัศนะเกี่ยวกับจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนี้ ไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกันยายน ปี ๒๕๓๓  ซึ่งขณะนั้นมีนักวิชาการหลายท่านตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยหลายประการ เช่น 

  • ศิลาจารึกหลักที่ ๑ อาจไม่ได้จารึกขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง เนื่องจากความผิดปกติในด้านอักขรวิธีและเนื้อหาของศิลาจารึกหลักนั้น 
  • ศิลาจารึกหลักนี้คงจารึกขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ หรือในสมัยรัชกาลที่ ๔ 

          คุณจิราภรณ์ เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการศึกษาวิจัยโดยนำเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งอาจจะให้ข้อมูลบางอย่างที่มีประโยชน์ในอีกแง่มุมหนึ่ง      หลังจากที่ได้พิจารณาศิลาจารึกหลักที่ ๑ และศิลาจารึกหลักอื่นๆ อยู่หลายครั้ง พร้อมกับศึกษาประวัติการค้นพบและการเก็บรักษา คุณจิราภรณ์ได้พบลู่ทางในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ โดยตั้งสมมุติฐานว่า

  • ประการที่ ๑ ถ้าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำขึ้นในสมัยสุโขทัย คงจะต้องอยู่กลางแจ้ง กลางแดด กลางฝน เป็นเวลานาน หลายร้อยปี ก่อนที่จะถูกเคลื่อนย้ายมาเก็บรักษาในกรุงเทพฯ ในปี ๒๓๗๖       และการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบศิลาจารึกหลักนี้โดยง่าย ภายในระยะเวลาอันสั้น   แสดงว่า  ขณะถูกพบศิลาจารึกหลักนี้ไม่ได้อยู่ใต้ดินหรืออาจจะไม่เคยอยู่ ใต้ดินเลยก็ได้   เพราะฉะนั้น ผิวของศิลาจารึกหลักที่ ๑ น่าจะมีริ้วรอยที่เกิดจากการสึกกร่อนเนื่องจากการกระทำของสภาวะแวดล้อม และมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีใกล้เคียงกับศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่ทำขึ้นในสมัยสุโขทัย โดยมีข้อแม้ว่า จะเปรียบเทียบกับหินชนิดเดียวกันและมีองค์ประกอบทางเคมีใกล้เคียงกัน ตลอดจนอยู่ในสภาพแวดล้อมคล้ายคลึงกัน 
     
  • ประการที่ ๒ ถ้าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ถูกทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  จากการศึกษาประวัติการเก็บรักษา พบว่าได้เก็บรักษาไว้ในที่ร่มมาโดยตลอด  ฉะนั้นร่องรอยการสึกกกร่อนและองค์ประกอบทางเคมีบนผิวของศิลาจารึกหลักนี้ ย่อมจะแตกต่างจากศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่ทำขึ้นจากสมัยสุโขทัย ซึ่งถูกทอดทิ้งอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานหลายร้อยปีอย่างแน่นอน 

          การศึกษาวิจัยในครั้งนี้จึงเป็นการศึกษาเปรียบเทียบจากริ้วรอยที่เกิดจากการสึกกร่อน และองค์ประกอบทางเคมีบนผิดของศิลาจารึกหลักที่ ๑ กับศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่ทำจากหินชนิดเดียวกัน โดยอาศัยทฤษฎีที่ว่า หินที่อยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานหลายร้อยปี ย่อมสึกกร่อนมากกว่าหินที่อยู่ในที่ร่ม หรืออยู่กลางแจ้งเพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น 

          แต่ถ้าจะให้พิสูจน์ว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำขึ้นหลังจากศิลาจารึกหลักอื่นๆ ของสุโขทัยเป็นเวลานานเท่าใด คงจะพิสูจน์ไม่ได้ เพราะขณะนี้ยังไม่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ชนิดใดที่สามารถช่วยให้ค้นหาคำตอบนี้ได้ เพราะการกำหนดอายุของหินด้วยวิธีทางธรณีวิทยา จะให้คำตอบว่า หินนั้นๆ เกิดขึ้นบนเปลือกโลกนี้กี่ร้อยล้านปีมาแล้ว แต่จะบอกไม่ได้ว่าหินนั้นๆ ถูกสกัดมาใช้งานเมื่อใด

จากการสำรวจและวิเคราะห์ ชนิดของหินที่ใช้ทำศิลาจารึก โบราณวัตถุและโบราณสถาน ในสมัยสุโขทัยและสมัยรัตนโกสินทร์ พบว่า หินที่ใช้ในสมัยสุโขทัยส่วนใหญ่เป็นหินฟิลไลท์ ซึ่งคนทั่วไปมักเรียกว่า "หินชนวน" 

          ความจริงแล้วหินฟิลไลท์ เป็นหินแปรชนิดหนึ่งซึ่งแปรสภาพต่อจากหินชนวน ภายใต้ความกดดันและอุณหภูมิสูง กลายเป็นหินฟิลไลท์ ซึ่งมีเนื้อละเอียด ลื่นมือ และแข็งกว่าหินชนวน

          ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยส่วนใหญ่ทำจากหินฟิลไลท์ มีเพียงส่วนน้อยที่ทำจากหินทราย หินทรายแป้ง และหินดินดาน

          ส่วนประกอบของโบราณสถานสมัยสุโขทัยส่วนใหญ่ก็ทำจากหินฟิลไลท์ เช่น หินปูพื้น ฐานพระฐานศิวลึงค์ เพดานหิน แผ่นศิลา ปิดปากกรุ รอยพระพุทธบาท พระพุทธรูป เทวรูป แท่นหิน ๆลๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดเซตุพน สร้างจากหินฟิลไลท์แทบทั้งหมด

          ศิลาจารึกและโบราณวัตถุโบราณสถานสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นส่วนใหญ่ทำจากหินชนวน หินอ่อน หินปูน หินแกรนิต หินดินดาน หินทราย และหินภูเขาไฟ จากจีน ซึ่งมักเรียกว่า "หินอับเฉา" พบมากที่สุด 

          ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำด้วยหินทรายแป้ง ชนิดเดียวกับ ศิลาจารึกหลักที่ ๔๕ (พบที่วัดมหาธาตุตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙)  ศิลาจารึกหลักที่ ๓ หรือเรียกว่า จารึกนครชุม (พบที่วัดพระบรมธาตุ จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๗)  ศิลาจารึกภาษามคธและภาษาไทย ตัวอักษรสมัย พ.ศ.๑๙๑๐ กล่าวถึงชีผ้าขาวเพสสันดร (ได้จากวัดข้าวสาร ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย) และ พระแท่นมนังศิลาบาตร

          แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ยังไม่พบศิลาจารึกหรือโบราณวัตถุสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ทำด้วยหินทรายแป้งชนิดเดียวกับศิลาจารึกหลักที่ ๑ ซึ่งเป็น Calcareous silt-stone หมายถึงทรายแป้งที่มีแร่แคลไซต์ (Calcite) หรือแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นเนื้อประสาน ส่วนแร่หลักคือ ควอร์ตซ์ (Quartz) และเฟลด์สปาร์ (Feldspar) 

         

อ่านหน้าที่ ๒ ......


 
คัดลอกเนื้อหาส่วนใหญ่ จากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๓๓