> พระราชประวัติ 
 > พระราชบิดาแห่งอักษรไทย
 > พระเกียรติคุณแผ่ไพศาล 
 > ธรรมะในศิลาจารึก 
 > ปกิณกะ 
    .... พระบรมสาทิสลักษณ์  
    .... มุมมองนักวิทยาศาสตร์ 
    .... ไม่มีผู้ใดปลอมได้ 
    ....    
 > สัตยาธิษฐาน 

 > บรรณานุกรม 
 > คณะผู้จัดทำ 

 > หน้าแรก 

 

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ ๑ ไม่มีปัญญาชนผู้ใดปลอมได้ (ตอนที่ ๗)
 

อภิปรายความเห็น

          วิธีการที่นักวิชาการหัวก้าวหน้าพยายามจะพิสูจน์ว่าจารึกพ่อขุนรามคำแหงมีการปลอมแปลงขึ้นสมัยหลังนั้น ไม่มีผู้ใดใช้หลักฐานทางด้านศิลาจารึกและอักขรวิทยา ซึ่งมีส่วนให้เกิดความไขว้เขวและสับสน เพราะเหตุว่าจารึกเป็นเอกสารร่วมสมัย ย่อมมีน้ำหนักเป็นหลักฐานในการอ้างอิงได้เพียงพอ   แต่กลับไปใช้เอกสารที่มีอายุหลังศิลาจารึก ๔-๕ ร้อยปี แม้ว่าจะมีนักวิชาการหัวก้าวหน้าบางท่านได้ใช้หลักฐานจากศิลาจารึกบ้าง แต่ไม่ได้อ่านตัวจริงจากศิลาจารึก
กลับใช้หนังสือประชุมศิลาจารึกซึ่งเป็นตัวอักษรที่ได้ปริวรรตเป็นอักษรไทยปัจจุบันแล้ว จึงไม่เห็นระบบอักขรวิธีที่แท้จริงเป็นผลให้ผลสรุปผิดพลาด

          หลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่นักวิชาการกลุ่มหัวหน้านิยมใช้อ้างอิง ซึ่งในวิธีการนี้น่าจะใช้ได้ หากผู้นั้นได้เข้าใจจุดมุ่งหมายในการสร้างศิลาจารึกดี นั่นคือ "ศิลาจารึกเป็นเพียงกุศลกิจกรรมประกาศที่ผู้สร้างต้องการประกาศต่อสาธารณชนว่าตนได้อุทิศสิ่งของต่อพระศาสนา และวิงวอนไม่ให้ผู้อื่นทำลาย" เป็นส่วนใหญ่  ผู้สร้างจารึกมิได้จำกัดอยู่เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้น นายสรศักดิ์ ก็สร้างได้ (หลักที่ ๙ ก)  นายทิดไส ก็สร้างได้ (พ.ศ. ๑๙๖๕) ป้านางคำเยีย ก็สร้างได้ (หลักที่ ๑๐๒ พ.ศ. ๑๙๒๒) ฯลฯ

          ฉะนั้นศิลาจารึกนอกจากจะเป็นประกาศกุศลกรรมแล้ว ยังบันทึกเหตุการณ์ของสังคมสมัยนั้นๆ ด้วย แต่ไม่ใช่เหตุการณ์บ้านเมืองทั้งหมด เหมือนพงศาวดาร หรือปูมโหร  เป็นเหตุการณ์ส่วนหนึ่งที่ผู้สร้างเห็นว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมนั้นๆ เช่น กล่าวถึงนามพระมหากษัตริย์  พระราชกรณียกิจส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสังคมและพระศาสนา   แต่ไม่ใช่พระราชกรณียกิจทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกิจการบ้านเมือง
หากผู้ใช้หลักฐานทางด้านศิลาจารึกไม่เรียกร้องว่าจะต้องให้รายละเอียด เหมือนปูมโหรหรือพงศาวดารแล้ว ก็ไม่เกิดความสับสนดังกล่าว 

          หลักฐานทางด้านภาษาศาสตร์ที่นักวิชาการส่วนหนึ่งพยายามที่จะอธิบายว่า จารึกพ่อขุนรามคำแหงนั้นไม่ค่อยจะลงรอยกับหลักฐานด้านภาษาศาสตร์ 

          ในที่นี้อยากจะชี้แจงว่า "ศิลาจารึกไทยทั้งของอาณาจักรล้านนา ล้านช้าง(และอีสาน) รวมทั้งสุโขทัยด้วย บันทึกความหมายของคำ เพื่อสื่อสารกับผู้อ่าน ฉะนั้นจึงไม่ได้เน้นการเขียนมากนัก ดังเช่น ตัวหนังสือในสมุดข่อยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พบว่าผู้เขียนไม่ได้นิยมใส่วรรณยุกต์ อย่างเคร่งครัด คำๆ เดียวกัน ในหน้าเดียวกัน ยังพบว่าบางคำใส่วรรณยุกต์ บางคำไม่ใส่ ผู้อ่านต้องอ่านจับใจความเอาด้วยตัวเอง และอีกประหนึ่งการออกเสียงวรรณยุกต์แต่ละสมัย แต่ละท้องถิ่นของไทยก็ไม่ตรงกัน แม้แต่ในปัจจุบันนี้"

          ฉะนั้นการใช้เสียงวรรณยุกต์และเครื่องหมายวรรณยุกต์พิสูจน์และเครื่องหมายวรรณยุกต์พิสูจน์ย่อมสับสนและเป็นไปไม่ได้

          นอกจากนี้ย่อมต้องเข้าใจอีกว่าหลักเกณฑ์ทางภาษาศาสตร์นั้นเป็นกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ คือตายตัว เหมือนเครื่องจักร แต่ภาษาเป็นเรื่องทางศิลปะ เปลี่ยนแปลงเสมอๆ ทั้งความหมายและเสียง โดยเฉพาะบางท่านพยายามนำหลักฐาน "คำโบราณ" ของ ศ.ฟางกวยลี มาใช้อ้างอิง ซึ่งเรื่องราวคำโบราณนั้นน่าจะออกเสียงอย่างไร ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าถูกต้องดีแล้ว (แต่ก็คงหาทางพิสูจน์ได้ยาก)

          ฉะนั้นอาจจะสรุปได้ว่า กรณีศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงนั้น ไม่มีผู้ใดปลอมแปลงได้ ส่วนข้อเสนอความเห็นว่าสร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๓ นั้น เป็นเพราะความไขว้เขวของนักวิชาการหัวก้าวหน้า ที่ใช้หลักฐานไขว้เขวและสับสน

*********

         

อ่านหน้าที่ ๑ ......


 
คัดลอกเนื้อหา จากบทความ "ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ ๑ ไม่มีปัญญาชนผู้ใดปลอมได้" โดย ธวัช ปุณโณทก
จากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๔๓