150 ปีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อวันที่ 20 กันยายน พุทธศักราช 2546 เป็นวันพระราชสมภพในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 150 ปี องค์การยูเนสโก ในการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 31 เมื่อปี พ.ศ. 2544 ได้ประกาศให้ทรงเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา การพัฒนาสังคม และการสื่อสาร ในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ประเทศ ความเจริญก้าวหน้าของประเทศทุกด้านในปัจจุบัน ล้วนเป็นสิ่งที่ได้รับการวางรากฐานมาตั้งแต่รัชสมัยของพระองค์ทั้งสิ้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงปฏิบัติพระราช-กรณียกิจที่สำคัญ ในการทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าทันสมัย ทัดเทียมนานาอารยประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น ในปี พ.ศ. 2414 ทรงจัดการศึกษาแผนใหม่ โปรดให้พระยาศรีสุนทรโวหารเขียนแบบเรียนภาษาไทย โปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง และตามวัดต่าง ๆ เช่น ตั้งโรงเรียนนายทหารมหาดเล็กในพระบรมมหาราชวัง โรงเรียนบำรุงสตรีวิทยา สำหรับสอนสตรีเป็นครั้งแรก โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ และโรงเรียนฝึกหัดครู เป็นต้น นอกจากนี้ยังพระราชทานทุนหลวง เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรไปศึกษาในต่างประเทศ

พระองค์ทรงได้รับยกย่องให้เป็นนักปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ จากแบบเก่ามาสู่มาแบบใหม่ ทรงเป็นผู้นำในการปรับปรุงขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบสังคม เช่น ทรงยกเลิกระบบทาสได้อย่างละมุละม่อม ทรงยกเลิกการไว้ผมทรงมหาดไทย มาเป็นไว้ทรงผมเช่นปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงประเพณีการแต่งกายตามแบบสากล โปรดให้ยกเลิกประเพณีหมอบคลาน ทรงให้เลือกวิธีการเข้าเฝ้าได้ 2 แบบ คือใครจะเข้าเฝ้าแบบหมอบคลานเหมือนเดิม หรือการเข้าเฝ้าเสด็จแบบฝรั่ง คือ ยืน หรือนั่งเก้าอี้เฝ้าก็ได้

ทรงเปลี่ยนแปลงพระราชประเพณีการสืบสันตติวงศ์ โดยยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราชเป็นตำแหน่งมกุฎราชกุมารแทน ทรงเปลี่ยนแปลงการใช้ศักราชของปีในราชการ โปรดให้เลิกใช้จุลศักราชเปลี่ยนมาเป็นรัตนโกสินทร์ศกแทน โปรดให้เริ่มใช้วันทางสุริยคติในราชสำนัก โดยเริ่มใช้วันทางสุริยคติตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2432 เป็นต้นมา ทรงยกเลิกการไต่สวนพิจารณาคดีแบบจารีตนครบาลมาเป็นการไต่สวนพิจารณาคดีในศาลแบบปัจจุบัน

ด้านศาสนา ทรงสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ด้านการปกครอง ทรงปรับปรุงระบอบการปกครองของไทยให้ทันสมัยโดยทรงแบ่งส่วนราชการการบริหารราชการส่วนกลางเป็น 12 กระทรวง และแบ่งส่วนราชการบริหารส่วนท้องถิ่น เป็นมณฑล ด้านเศรษฐกิจ ทรงเปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา ทรงให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี โปรดให้สร้างหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเก็บรวบรวมรายได้ของแผ่นดิน นอกจากนี้โปรดให้ปรับปรุงการสาธารณูปโภค มีกิจการไฟฟ้าในปี พ.ศ. 2433 ตั้งธนาคารไทยขึ้นในปี พ.ศ. 2447 การประปาในปี พ.ศ. 2452

ด้านการพยาบาลและสาธารณสุข ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนประเดิมสร้างโรงพยาบาลศิริราชขึ้นเป็นแห่งแรก ในปี พ.ศ. 2431 และโปรดให้ตั้งกรมพยาบาล กรมสุขาภิบาล มีหน้าที่ทำนุบำรุงรักษาประชาชนให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ การขนส่งและการสื่อสาร โปรดให้มีการสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ และโปรดให้ตั้งกรมไปรษณีย์โทรเลขและโทรศัพท์ พระราชกรณียกิจสำคัญอย่างยิ่งอีกประการคือ ด้านการต่างประเทศ ทรงดำเนินวิเทโศบายอย่างสุขุม คัมภีรภาพ ทรงผ่อนปรน ยอมสูญเสียดินแดนบางส่วนให้แก่ประเทศมหาอำนาจที่แสวงหาอาณานิคมอยู่ในขณะนั้น เพื่อรักษาเอกราชของประเทศไว้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีคุณูปการต่อประเทศไทยและปวงชนชาวไทย จึงทรงเป็นที่รักของประชาชนทุกชั้น ทรงได้รับพระสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช”

บรรณานุกรม

  • กิ่งแก้ว อ่วมศรี. 2544. บุคคลดีเด่นของโลกทางการศึกษาไทย : มติองค์การยูเนสโก. วารสารห้องสมุด. 45, 4 (ตุลาคม-ธันวาคม) : 1-20.
  • “เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่วันพระบรมราชสมภพครบ 150 ปี” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.prd.go.th/information/king05/King.htm.
  • “วันปิยมหาราช. ” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://203.150.73.21/rid11/ppn/Datebook/King5/King5.htm

บทความโดย สุพัตรา ศิริวัฒน์
ข่าวรามคำแหง ปีที่ 33 ฉบับที่ 35 วันที่ 22-28 ธันวาคม 2546