> พระราชประวัติ 
 > พระราชบิดาแห่งอักษรไทย
    .... แบบหนังสือไทย 
    .... กำเนิดแบบอักษรไทย 
    .... ทรงเห็นการณ์ไกล 
    .... วรรณคดีอันทรงคุณค่า 
    .... เรื่องราวในวรรณคดี 
 > พระเกียรติคุณแผ่ไพศาล 
 > ธรรมะในศิลาจารึก 
 > ปกิณกะ
 > สัตยาธิษฐาน 

 > บรรณานุกรม 
 > คณะผู้จัดทำ 

 > หน้าแรก 

 

          เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี ๑๒๐๕ ศกปีมะแม  พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจแลใส่ลายสือไทยนี้  ลายสือไทยนี้จึงมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้ 


ภาพถอดตัวอักษรบางส่วน จากหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ด้านที่ ๔

แบบหนังสือไทย

          แบบหนังสือไทยที่ปรากฏในศิลาจารึก หลักที่ ๑ นี้ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ทรงคิดค้น ประดิษฐ์ และปรับปรุงให้เกิดขึ้น ให้เป็นแบบอักษรอย่างไทย เป็นประโยชน์อันมหาศาลแก่ชาวไทย ซึ่งสิ่งนี้นับว่าสำคัญมาก หลายๆ สิ่งนั้น ได้กลายมาเป็นรากฐานและแบบอย่างอันดีให้อนุชนชาวไทยรุ่นหลังได้ประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันสืบมาจวบกระทั่งปัจจุบัน   

          จากคำที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ที่ได้ยกมาด้านบนนั้น เมื่อเทียบแล้วก็พอที่จะระบุได้ว่า ปีที่พระองค์ได้คิดค้นขึ้นนั้น น่าจะอยู่ในราวปีพระพุทธศักราช ๑๘๒๖           ทั้งนี้มิได้หมายความว่าแต่ก่อนมานั้นชนชาติไทยของเรายังไม่มีหนังสือใช้ ชนชาติไทยนั้นได้มีหนังสือไทยใช้กันมานานแล้ว (๑) เพราะในสมัยพระร่วงโรจนฤทธิ์นั้น พระองค์ทรงมีหนังสือส่งไปยัง มอญ พม่า ขอม เชิญมาร่วมงานลบศักราช  การลบศักราชนี้นิมนต์พระสงฆ์มาจำนวน ๕๐๐ รูป มีพระพุฒโฆษาจารย์แห่งวัดเขารังแร้งเป็นประธาน 

          ต่อมาพระร่วงโรจนฤทธิ์ กับพระลือ ผู้น้อง ได้เสด็จไปเมืองจีนเป็นวาระแรก โดยไปเรือยาว ๘ วา กว้าง ๔ ศอก ใช้เวลา ๑ เดือนถึงเมืองจีน  สมัยนั้นทำสัมพันธไมตรีกันดีมาก พระเจ้ากรุงจีนได้ถวายราชธิดามีนามว่า "พระสุทธิเทวีราชธิดา" ให้เป็นเอกอัครมเหสีของพระร่วงโรจนฤทธิ์ด้วย   ก่อนกลับเมืองไทยพระเจ้ากรุงจีนได้ผ่าตรามังกร ซึ่งเป็นตราพระราชสำนักจีน โดยเอาส่วนหางให้ราชธิดามาด้วย เวลาส่งสาส์นถึงกันก็ให้ประทับตรามา จะได้รู้กัน  และให้ชาวจีน ๕๐๐ คนมาด้วย ชาวจีนเหล่านั้นได้มาตั้งเตาทำถ้วยชามที่ศรีสัชนาลัย เรียกว่า "เตาทุเรียง" เป็นอันว่าชาวจีนได้เข้ามาอยู่เมืองไทยคราวนั้นเป็นคราวแรก  เวลานั้นก่อนสุโขทัยตั้ง หรือ ก่อนหน้าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ไปประมาณ ๗๐๐ ปี 

 

 
 

ธนกร ช่อไม้ทอง : เรียบเรียง 
(๑) จากหนังสือที่เขียนโดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน แต่ท่านไม่ใคร่ให้ผู้ใดนำไปเป็นประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องสำหรับเล่าให้ลูกหลานฟัง ว่าตามโบราณท่าน โบราณท่านว่ามาอย่างไรก็ว่าไปอย่างนั้น ... ทั้งนี้แล้วแต่วิจารณญาณ..