Profile_bird

Posts Tagged ‘ประวัติ’

ความหมายของคำว่า “บาง”

ความหมายของคำว่า “บาง” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 คือ ทางน้ำเล็กๆ ทางน้ำเล็กที่ไหลขึ้นลงตามระดับน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง หรือทะเล ตำบลบ้านที่อยู่ หรือเคยอยู่ริมบาง หรือในบริเวณที่เคยเป็นบางมาก่อน

แต่มีการสันนิษฐานว่า “บาง” อาจกลายเสียงมาจากคำว่า “บัง” ในภาษามอญ หมายถึง เรือ แล้วนำมาใช้ในความหมายว่า ย่านหรือสถานที่จอดและขึ้นลงเรือ รวมไปถึงชุมชนที่อยู่โดยรอบ เช่น บางโพ บางปลา บางกอก เป็นต้น

ความหมายของคำว่า "บาง"

ดังนั้น “บาง” อาจหมายถึงสถานที่ หรือชุมชนใดชุมชนหนึ่งที่น่าจะมีลำคลอง แม่น้ำ หรือทางน้ำพาดผ่าน หรือสิ้นสุดลง กลายเป็นย่านชุมชนที่มีผู้คนอยู่รวมกัน มีการแลกเปลี่ยน ทำมาหากิน ค้าขาย และในย่านนั้น มักจะมีท่าเรือให้คนในและนอก ใช้จอดเรือเพื่อร่วมสังสรรค์กันได้อย่างสะดวก

ในการใช้คำว่า “บาง”  เป็นชื่อต้นของชุมชน จึงมักหมายถึงแหล่งที่มีทางน้ำ หรือมีท่าเรือซึ่งมีเรือจอดอยู่เสมอ ขณะเดียวกันหากพื้นที่นั้นมีสิ่งใดที่โดดเด่นแล้ว ชาวบ้านมักนำชื่อของสิ่งนั้นมาตั้งเป็นชุมชนต่อท้ายคำว่า บาง ของตนเอง เช่น บางกะปิ บางขุนพรหม บางรัก

ที่มา: หนังสือ 100 ปี เขตบางกะปิ : ย้อนรอยตำนาน ร้อยอดีต 100 ปี เขตบางกะปิ, ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง บรรณาธิการ (หน้า 44)
ที่มาภาพ : http://www.flickr.com/photos/huaboraan/8461707136
รวบรวมข้อมูลโดย: งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด

Tags : ,

ที่มาของคำว่า “บางกะปิ”

ในการตั้งชื่อสถานที่เป็น “บาง” แล้วมีคำต่อท้ายนั้น ส่วนมากมักมีที่มา โดยสามารถจัดกลุ่มสาเหตุของการตั้งชื่อบางต่างๆ ได้ดังนี้

  1. ใช้ชื่อที่มาจากภาษาเขมรเดิม ประกอบด้วย บางเชือกหนัง (ฉนัง) บางระนาด บางรางนอง บางบำหรุ เป็นต้น
  2. ใช้ชื่อบุคคล เช่น บางขุนนท์ บางขุนศรี บางขุนพรหม เป็นต้น
  3. ใช้ชื่อคำจากตำนาน  เช่น บางเขน บางซื่อ บางซ่อน รวมถึงบางในเขตเมืองนนทบุรี เป็นต้น
  4. ใช้ชื่อตามลักษณะภูมิประเทศ เช่น บางคอแหลม บางด้วน เป็นต้น
  5. ใช้สิ่งที่พบเห็นในธรรมชาติซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นมา หรือจากสัตว์ที่มีมากในบริเวณนั้น เช่น บางโพงพาง บางยี่เรือ บางกระบือ เป็นต้น
  6. ใช้ผัก ผลไม้ หรือสภาพของพื้นที่ ที่มีธรรมชาติแวดล้อมมาเป็นชื่อเรียกท้องที่ของตัวเอง เช่น บางแค บางลำพู บางจาก บางไผ่ บางหว้า บางอ้อ บางบอน เป็นต้น ซึ่งในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการตั้งชื่อจำนวนมากที่สุด

ส่วนที่มาของคำว่า “บางกะปิ” นั้น มี 3 ข้อสันนิษฐาน คือ

  1. มาจากชื่อ “กะปิ” ที่เป็นเครื่องปรุงอาหาร เพราะพื้นที่นี้แต่เดิมอุดมสมบูรณ์ด้วยกุ้งเล็กๆ มากมาย ประชาชนจึงนิยมนำมาทำกะปิกันมาก
  2. มาจากคำว่า “กระบี่” ที่แปลว่าลิง เพราะพื้นที่นี้เคยเป็นป่าทึบ และมีลิงมาก
  3. มาจากชื่อหมวก “กะปิเยาะห์” ของชาวมุสลิม เนื่องจากพื้นที่นี้มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มาก ซึ่งการแต่งกายของชาวมุสลิมส่วนใหญ่จะสวมหมวกคลุมหัวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “กะปิเยาะห์” จึงน่าจะเป็นที่มาของชื่อ “บางกะปิ” ได้เช่นกัน

ภาพสำนักงานเขตบางกะปิ

ที่มา: หนังสือ 100 ปี เขตบางกะปิ : ย้อนรอยตำนาน ร้อยอดีต 100 ปี เขตบางกะปิ, ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง บรรณาธิการ (หน้า 45)
ที่มาภาพ : http://maps.google.com/
รวบรวมข้อมูลโดย: งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด

Tags : ,

กุหลาบในความหมายเชิงสัญลักษณ์

กุหลาบเป็นดอกไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งดอกไม้” เกิดขึ้นและมีมาก่อนยุคประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีการพบเศษฟอลซิลกุหลาบ และยังมีหลักฐานว่ากุหลาบถูกปลูกขึ้นเป็นครั้งแรก ในดินแดนแถบเอเซียมานานกว่า 5,000 ปี และยังเป็นที่รู้จักทั่วยุโรปในยุคจักรวรรดิโรมาในฐานะดอกไม้ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประดับของมนุษย์

ด้วยรูปร่างลักษณะและกลิ่นที่ล้ำเลิศเหนือดอกไม้นานาชนิด จึงมีการนำดอกไม้นี้มาเปรียบกับความรักความงาม และเกี่ยวข้องกับวีนัส เทพีแห่งความลุ่มหลง และเรื่องรักๆ ใคร่ๆ

ในอังกฤษมีความเชื่อว่า หากตัดกุหลาบแดงมาแล้วกลีบหลุดร่วง นั่นหมายถึงลางร้ายที่อาจเกิดขึ้นในไม่ช้า และกุหลาบแดง ยังเป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลแลงคาสเตอร์ (Lancaster) และดอกไม้ของเทพเจ้าเอรอส (Eros) หรือคิวปิด (Cupid) ส่วนกุหลาบขาวเป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลยอร์ก (York) และเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ดังนั้นจึงมักถูกนำไปวางไว้ บนหลุมศพของเด็กๆ

กุหลาบในความหมายเชิงสัญลักษณ์ในชนพื้นเมืองทวีปอเมริกานั้น ถือว่ากุหลาบขาวเป็นสัญลักษณ์ของความปลอดภัย และความสุข โดยระหว่างพิธีแต่งงานของคนในเผ่า ยังใช้สวมหรือประดับบนศรีษะ ไม่เพียงเท่านั้น กุหลาบขาวยังกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของพระแม่มารีอาอีกด้วย

ในส่วนของกุหลาบสีต่างๆ ยังบ่งบอกความหมายอีกหลายอย่าง ดังนี้
กุหลาบสีแดง หมายถึง ฉันรักเธอ แต่ถ้าเป็นสีแดงเข้ม จะหมายถึงความงดงาม ชวนให้หลงใหล
กุหลาบขาว หมายถึง ความรักที่มีแต่ความบริสุทธิ์ใจ และความรักที่มีแต่ความสุขสมหวัง
กุหลาบเหลือง หมายถึง ความสุขและความยินดี แต่ในอดีตหมายถึง ความรักที่ลดน้อยลง และความไม่ซื่อสัตย์ต่อความรัก
กุหลาบแดงอมเหลือง หมายถึง ความปรารถนา
กุหลาบสีส้ม หมายถึง เสน่ห์ตรึงใจ และความรักที่เร่าร้อน
กุหลาบบม่วง หมายถึง รักแรกพบ
กุหลาบชมพูอ่อน หมายถึง ความอ่อนหวาน นุ่มนวล อ่อนโยน และการชื่นชมบูชา
กุหลาบชมพูเข้ม หมายถึง คำขอบคุณ
กุหลาบสีอ่อน หมายถึง มิตรภาพ

หากต้องการใช้กุหลาบสีต่างๆ ในการบอกความหมาย ควรระวังการไม่รู้ความหมาย หรือตีความคลาดเคลื่อนของผู้รับด้วย กุหลาบในความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่มา : หนังสือนัยแห่งสัญลักษณ์ : พรหมา พิทักษ์ บก. แปลเรียบเรียง
ที่มาภาพ : http://www.flickr.com/photos/cq-biker/5678246332, http://www.flickr.com/photos/36319440@N05/4879012221

Tags : , , , , , ,

เรื่องเล่าของเห็ดทรัฟเฟิล (Truffle)

เห็ดทรัฟเฟิล (Truffle) เป็นเห็ดชนิดหนึ่งในกลุ่มเห็ดรา (Mycorrhizal Fungi) มีรสจัด และมีกลิ่นเฉพาะตัว ซึ่งในเมนูอาหารตะวันตก (โดยเฉพาะอาหารฝรั่งเศส) ทรัฟเฟิลถือเป็นสุดยอดของอาหารประเภทเครื่องปรุง ได้รับฉายาเป็น Diamond of the Kitchen และเป็นที่นิยมในหมู่ชาวฝรั่งเศสเป็นอย่างมากใน ค.ศ. 1780 หลังจากที่พ่อครัวฝรั่งเศส เลิกใช้เครื่องเทศจากตะวันออก ด้วยเหตุที่มีรสและกลิ่นฉุนจัดเกินไป อย่างไรก็ดี การบริโภคทรัฟเฟิลมีเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง ด้วยเหตุที่มีราคาแพงมาก

วิธีการบริโภค คือ กินสด ด้วยการหั่นบางๆ แทรกไว้ในสเต็ก ใส่ไว้ใต้ปีก หมักกับตับห่าน (Foie Gras) แทรกไว้ในเครื่องยัดไส้ โรยเศษๆ บนผักสลัด โรยบนพาสตา ใส่ไว้ในเนยแข็ง ฯลฯ

ชนิดที่นิยมบริโภคมี 2 ชนิด คือ ชนิดขาว Tuber Magnatum และชนิดดำ Tuber Melanosporum ชนิดขาวมักบริโภคสด มีรสจัดกว่า และเป็นที่นิยมมากกว่า ซึ่งทรัฟเฟิลที่นิยมนำมารับประทานมักขึ้นรอบต้นโอก (Oak) มีหัวอยู่ใต้ดินลึกประมาณ 5 – 40 ซ.ม. โดยขึ้นเป็นวงกลมรอบต้นไม้ ห่างจากลำต้นประมาณ 120 – 150 ซ.ม.

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับทรัฟเฟิล คือ เป็นของป่าหายาก และอยู่ใต้ดิน ผลิตเองไม่ได้ ต้องอาศัยโชคจึงได้มา แต่ความจริง คือ มีการเพาะเลี้ยงได้สำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1808 โดยมีการทดลองเก็บลูกนัตที่ตกใต้ต้นโอ๊ก (Acorn) ที่เคยพบทรัฟเฟิลไปปลูก หลายปีถัดมาจึงเกิดทรัฟเฟิลขึ้นรอบต้นโอ๊กใหม่เหล่านี้

สิ่งต้องระวังในการเลือกซื้อ คือ ทรัฟเฟิลจีน 3 ชนิด ดังนี้

  1. Tuber Sinensis หน้าตาเหมือนทรัฟเฟิลดำ และมีการผลิตเป็นจำนวนมากในจีน มีราคาถูกกว่ามาก แต่รสชาติและกลิ่นสู้ของยุโรปไม่ได้ แต่มีการส่งออกไปขายในประเทศฝั่งตะวันตก โดย แอบแทรกกลิ่นสกัดของทรัฟเฟิลดำลงไปด้วย และขายกันในราคาแพง
  2. Tuber Himalayansis หน้าตาเหมือนทรัฟเฟิลดำอย่างยิ่งจนแยกไม่ออก มีกลิ่นและรสชาติดีกว่า Tuber Sinensis แต่มีผลผลิตออกมาน้อยมาก
  3. Tuber Ramiayyadis หน้าตาเหมือนทรัฟเฟิลขาวราคาแพงของอิตาลี  แต่มีกลิ่นและรสชาติแตกต่างกัน

ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงทรัฟเฟิลกันมาก โดย ทรัฟเฟิลดำ (Tuber Melanosporum) มาจากยุโรปเกือบทั้งหมด ส่วนทรัฟเฟิลขาว (Tuber Magnatum) ที่ว่าเยี่ยมยอดนั้น มาจากบริเวณพีดมอนต์ (Piedmont) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี โดยเฉพาะจากเมืองอัลบา (Alba)

เรื่องเล่าของเห็ดทรัฟเฟิล (Truffle)

ที่มา : หนังสือ Trend edutainment essay โดย วรากรณ์ สามโกเศศ
ที่มาภาพ : http://www.flickr.com/photos/by-sgillies/4196825461/
รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด

Tags : , , , , , ,

เริ่มแรกมีรถเมล์ในประเทศไทย

ปี พ.ศ. 2428 ประเทศไทยมีรถเทียมม้า ซึ่งเรียกกันว่า “รถเมล์” และวิ่งตามเส้นทางเรือเมล์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่ให้บริการอยู่ประมาณ 2 ปี จึงเลิกกิจการเนื่องจากมีการนำรถรางเข้ามาใช้แล้ว

ปี พ.ศ. 2450 พระยาภักดีนรเศรษฐ หรือ นายเลิศ เศรษญบุตร เริ่มกิจการรถเมล์ขึ้นอีกครั้ง ให้บริการระหว่าง สะพานยศเส (สะพานกษัตริย์ศึก) กับตลาดประตูน้ำ ซึ่งเป็นต้นทางเรือเมล์ของนายเลิศในคลองแสนแสบด้วย เส้นทางนี้ยังไม่มีรถราง กิจการรถเมล์จึงไปได้ดี

ปี พ.ศ. 2456 นายเลิศนำรถยี่ห้อฟอร์ดเข้ามาให้บริการ และขยายเส้นทางไปถึงบางลำพู ย่านการค้าที่สำคัญของยุคนั้น ขนาดของรถใกล้เคียงกับรถม้า มี 3 ล้อ มีที่นั่งเป็นม้ายาว 2 แถว และนั่งได้ประมาณ 10 คน ขณะวิ่งจะมีเสียงโกร่งกร่าง ผู้คนจึงเรียกกันว่า “อ้ายโกร่ง” แต่บางคนเรียกว่า “รถเมล์ขาวนายเลิศ” เนื่องจากตัวรถมีสีขาว และมีเครื่องหมายกากบาทสีแดงในวงกลม

ด้วยนโยบาย “สุภาพ ซื่อสัตย์ ประหยัด ทันใจ เอากำไรน้อย บริการผู้มีรายได้น้อย” ทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น กิจการก็เติบโตขึ้นด้วย จึงมีการพัฒนาเป็นรถ 4 ล้อ ที่ออกแบบขึ้นเอง มีที่นั่ง 2 แถวด้านข้าง ขยายเส้นทางออกไปอีกหลายสาย และมีผู้ประกอบการรายอื่นเพิ่มขึ้นมา รวมแล้วประมาณ 30 ราย ให้บริการไปทั่วกรุงเทพฯ ตัวรถเมล์มีทั้งสีแดง เหลือง และเขียว

ปี พ.ศ. 2497 เริ่มมีการจัดระเบียบรถเมล์ โดยรัฐบาลออก พ.ร.บ. ขนส่ง ควบคุมให้ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตก่อนทำกิจการรถเมล์

ปี พ.ศ. 2518 รัฐบาลสมัยของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (หม่อมน้อง) ให้รวมกิจการรถเมล์ในกรุงเทพฯ เป็นบริษัทเดียวกัน คือ บริษัทมหานครขนส่ง จำกัด ซึ่งอยู่รูปแบบของรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐและเอกชนถือหุ้นพอๆ กัน ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2519 รัฐบาลสมัยของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (หม่อมพี่) ได้ออกพระราชกฤษฎีการวมกิจการของ บริษัทมหานครขนส่ง จำกัด เข้ากับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม

กิจการรถเมล์ขาวนายเลิศ ที่ดำเนินการมาเป็นเวลา 70 ปี ในขณะนั้นได้รับสัมปทานเดินรถ 36 สาย มีจำนวนรถ 700 คัน และมีพนักงานถึง 3,500 คน จึงเลิกกิจการไปในปี พ.ศ. 2520 โดยอู่รถเมล์ขาวนายเลิศเดิม ได้กลายเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมปาร์คนายเลิศ ณ ถนนวิทยุ ในปัจจุบันนั่นเอง

เริ่มแรกมีรถเมล์ในประเทศไทย

ที่มา : หนังสือ 100 แรกมีในสยาม โดย โรม บุนนาค, http://th.wikipedia.org/wiki/รถเมล์นายเลิศ
ที่มาภาพ  : http://office.microsoft.com/
รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด

Tags : , , , ,