วิธีการเตรียมสุขภาพให้พร้อมสำหรับการสอบ
All Posts
ในช่วงการสอบมักมีนักศึกษาป่วยฉุกเฉินเป็นจำนวนมาก สาเหตุการป่วยที่พบบ่อย คือ นอนดึก หรือไม่ได้นอน ไม่ได้รับประทานอาหารมื้อเช้า ปวดท้องประจำเดือน ปวดท้องโรคกระเพาะ ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ เป็นลม เพื่อหลีกเลี่ยงการป่วยดังกล่าว ควรเตรียมตัวก่อนสอบให้พร้อม เช่น ทบทวนตำราวิชาที่จะสอบล่วงหน้า พักผ่อนให้เพียงพอ อย่านอนดึกเกินไปหรืออดนอน รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้าวันที่จะสอบสำคัญมาก ระมัดระวังในการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หรือของหมักดอง เพราะอาจทำให้เกิดอาการอาหารเปินพิษ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียอย่างรุนแรงได้ ส่วนผู้มีโรคประจำตัว เช่น ลมชัก หอบหืด ควรปรึกษาแพทย์ รับประทานยาตามเวลา พักผ่อนให้เพียงพอ และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ที่มา : สารสุขภาพ งานแพทย์และอนามัย กองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปีที่ 11 ฉบับ 5 ประจำเดือน พฤษภาคม 2554 ที่มาภาพ : http://www.flickr.com/photos/83633410@N07/7658284016 รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด
เทคนิคการใช้ไม้เท้า เพื่อความปลอดภัย
All Posts
การใช้ไม้เท้าที่ถูกวิธี จะทำให้ไม้เท้าเป็นอุปกรณ์ช่วยเดิน สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพขา และไม่ทำให้เกิดอันตรายด้วยการหกล้ม คำแนะนำสำหรับท่าทางการเดินด้วยการใช้ไม้เท้าช่วยมี ดังนี้ การถือไม้เท้า ควรถือด้วยมือข้างเดียวกับขาข้างที่อ่อนแรง โดยวางตำแหน่งไม้เท้าให้ห่างจากขาอีกข้างประมาณ 4-6 นิ้ว การลงน้ำหนักในการก้าวเดิน ให้ลงน้ำหนักบนขาข้างที่เป็นปกติ แล้วยกไม้เท้าไปวางข้างหน้าประมาณ 2-3 นิ้ว จากนั้นก้าวข้าข้างที่อ่อนแรงไปวางเสมอกับไม้เท้า แล้วลงน้ำหนักบนไม้เท้าที่ช่วยค้ำและขาข้างที่ไม่มีแรง เพื่อให้ขาข้างที่เป็นปกติก้าวต่อไปได้ ที่มา : นิตยสารชีวจิต ปีที่ 12 ฉบับ 1 ก.ย. 2553 ที่มาภาพ : http://www.flickr.com/photos/minnesotahistoricalsociety รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด
เริ่มแรกมีรถเมล์ในประเทศไทย
All Posts
ปี พ.ศ. 2428 ประเทศไทยมีรถเทียมม้า ซึ่งเรียกกันว่า “รถเมล์” และวิ่งตามเส้นทางเรือเมล์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่ให้บริการอยู่ประมาณ 2 ปี จึงเลิกกิจการเนื่องจากมีการนำรถรางเข้ามาใช้แล้ว ปี พ.ศ. 2450 พระยาภักดีนรเศรษฐ หรือ นายเลิศ เศรษญบุตร เริ่มกิจการรถเมล์ขึ้นอีกครั้ง ให้บริการระหว่าง สะพานยศเส (สะพานกษัตริย์ศึก) กับตลาดประตูน้ำ ซึ่งเป็นต้นทางเรือเมล์ของนายเลิศในคลองแสนแสบด้วย เส้นทางนี้ยังไม่มีรถราง กิจการรถเมล์จึงไปได้ดี ปี พ.ศ. 2456 นายเลิศนำรถยี่ห้อฟอร์ดเข้ามาให้บริการ และขยายเส้นทางไปถึงบางลำพู ย่านการค้าที่สำคัญของยุคนั้น ขนาดของรถใกล้เคียงกับรถม้า มี 3 ล้อ มีที่นั่งเป็นม้ายาว 2 แถว และนั่งได้ประมาณ 10 คน ขณะวิ่งจะมีเสียงโกร่งกร่าง ผู้คนจึงเรียกกันว่า “อ้ายโกร่ง” แต่บางคนเรียกว่า “รถเมล์ขาวนายเลิศ” เนื่องจากตัวรถมีสีขาว และมีเครื่องหมายกากบาทสีแดงในวงกลม ด้วยนโยบาย “สุภาพ ซื่อสัตย์ ประหยัด ทันใจ เอากำไรน้อย บริการผู้มีรายได้น้อย” ทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น กิจการก็เติบโตขึ้นด้วย จึงมีการพัฒนาเป็นรถ 4 ล้อ ที่ออกแบบขึ้นเอง มีที่นั่ง 2 แถวด้านข้าง ขยายเส้นทางออกไปอีกหลายสาย และมีผู้ประกอบการรายอื่นเพิ่มขึ้นมา รวมแล้วประมาณ 30 ราย ให้บริการไปทั่วกรุงเทพฯ ตัวรถเมล์มีทั้งสีแดง เหลือง และเขียว ปี พ.ศ. 2497 เริ่มมีการจัดระเบียบรถเมล์ โดยรัฐบาลออก พ.ร.บ. ขนส่ง ควบคุมให้ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตก่อนทำกิจการรถเมล์ ปี พ.ศ. 2518 รัฐบาลสมัยของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (หม่อมน้อง) …
ผ้าขนหนูลดปวดต้นคอ
All Posts
อาการปวดต้นคอ ที่อาจเกิดจากการอยู่ในอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งผิดท่า ต้องก้ม-เงยหน้าเป็นเวลานาน หรือเกิดจากความเครียด มีวิธีบรรเทาอาการเบื้องต้น ซึ่งในหนังสือ New Choices in Natural Healing แนะนำให้ใช้ผ้าขนหนู 2 วิธีดังนี้ วิธีที่ 1 มีขั้นตอน คือ – พับปลายผ้าขนหนูตามแนวยาวทั้งสองด้านเข้าหากันในตำแหน่งกึ่งกลางผ้า – ม้วนปลายผ้าจากด้านซ้ายไปขวาตามแนวกว้าง – นอนหงาย นำผ้าขนหนูที่ม้วนไว้มาหนุนคอ และเลื่อนขึ้นบน-ล่างของคอ เพื่อให้ผ้าขนหนูอยู่ในตำแหน่งที่สบายคอมากที่สุด – นอนค้างไว้ในท่านั้นนาน 15-20 นาที วิธีที่ 2 มีขั้นตอน คือ – พับผ้าขนหนูตามแนวยาวเป็นสามทบ – ถือปลายผ้าทั้งสองข้าง พาดส่วนกลางผืนไว้บริเวณท้ายทอย – ออกแรงดึงปลายปลายผ้าทั้งสองข้างมาด้านหน้า และพยายามหงายศรีษะไปด้านหลังเพื่อต้านแรงดึงปลายผ้า – ทำท่านี้ค้างไว้ 30 วินาที แล้วจึงผ่อนแรงโดยทำทั้งหมด 10 ครั้ง อุปกรณ์ที่หาได้ง่ายอย่างผ้าขนหนู สามารถนำมาบรรเทาอาการปวดเมื่อยต้นคอได้ง่ายๆ แต่ถ้าอาการปวดไม่ทุเลา ปวดเพิ่มมากขึ้น ปวดร้าวไปที่บริเวณอื่น เช่น ไหล่ แขน โดยอาจมีอาการชา หรือกล้ามเนื้อมือหรือขาอ่อนแรงร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์ ที่มา : ผ้าขนหนูลดปวดต้นคอ – นิตยสารชีวจิต ปีที่ 12 ฉบับ 1 ก.ย. 2553, ปวดต้นคอ ทำอย่างไร? (http://www.thaiclinic.com) โดย นพ.พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ที่มาภาพ : http://www.sxc.hu/photo/851318 รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด ที่มา : …
ที่มาของเทพนิยายกริมม์
All Posts
เทพนิยายกริมม์ เกิดขึ้นจากความสนใจอย่างลึกซึ้งในด้านภาษา ไวยกรณ์ และประวัติศาสตร์ของสองพี่น้อง เจคอบ กริมม์ (Jacob Grimm) และวิลเฮล์ม กริมม์ (Wilhelm Grimm) ชาวเยอรมัน โดย นิทานของพวกเขารวบรวมขึ้นจากคำบอกเล่าที่ได้ฟังมา และได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1812 ด้วยชื่อ Children’s and Household Tales (นิทานสำหรับเด็กและนิทานประจำบ้าน) ซึ่งในภาษาอังกฤษมักเรียกกันว่า Grimm’s Fairy Tales (เทพนิยายกริมม์) ในช่วงแรกได้รับเสียงวิจารณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก ด้วยเรื่องราวที่มิได้สวยงามอ่อนหวาน ดังที่ได้อ่านกันในปัจจุบัน แต่ต่อมาภายหลังมีการขัดเกลา เนื้อเรื่องให้น่าอ่านมากขึ้น และเมื่อได้รับการแปลเป็นภาษาอื่น ยังมีการตัดทอนเนื้อหาที่ล่อแหลม หรือรุนแรง บางส่วนออกไปด้วย นิทานจากสองพี่น้องตระกูลกริมม์นั้น มีจินตนาการหลากหลาย ทั้งเวทมนตร์วิเศษ ภูตเอลฟ์ตัวเล็ก ยักษ์ตัวใหญ่ สัตว์ที่กลายเป็นคน และคนที่แปลงร่างเป็นสัตว์ได้ รวมถึงนิยมขึ้นต้นด้วยวลีว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” เรื่องที่รู้จักกันดี เช่น สไนว์ไวท์, ซินเดอเรลลา, ราพันเซล, เจ้าหญิงนิทรา และหนูน้อยหมวกแดง เป็นต้น ตลอดชีวิตพวกเขาทำงานอยู่ใกล้ชิดกัน แม้การลงนามในสัญญาต่างๆ ก็ยังใช้ชื่อร่วมว่า “พี่น้องตระกูลกริมม์” โดยนอกจากผลงานนิทานที่ได้รับความนิยมแล้ว ยังเป็นผู้ศึกษาภาษาเก่าแก่ ศาสตราจารย์ บรรณารักษ์ และผู้มีอิทธิพลในการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในเยอรมนีอีกด้วย แม้ปัจจุบันสองพี่น้องตระกูลกริมม์จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ผลงานยังคงมีชีวิตอยู่ตราบจนทุกวันนี้ ที่มา : หนังสือไขปริศนากล้าถามกล้าตอบ 469 คำถามวิทยาศาสตร์คาใจ โดย ชาร์ล เจ. กาโซ แปลโดย อุทัย วงศ์ไวศยวรรณ, http://th.wikipedia.org/wiki/พี่น้องตระกูลกริมม์, หนังสือบุคคลสำคัญของโลก เล่ม 2 โดย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่มาภาพ : http://www.sxc.hu/photo/1159069 รวบรวมข้อมูลโดย : …
แก้ความจำเสื่อมด้วยใบบัวบก
All Posts
บัวบก มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Centella asiatica และมีชื่อภาษาอังกฤษ คือ Tiger’s herb ซึ่งมาจากการที่เสือบาดเจ็บ มักจะลงกลิ้งไปกลิ้งมาบนต้นบัวบกที่เลื้อยปกคลุมดิน เพื่อรักษาแผลให้ตัวเอง ผู้คนส่วนมากทราบกันว่าเป็นสมุนไพร มีสรรพคุณแก้อาการช้ำใน แต่ในทางการแพทย์แผนโบราณยังมีการกล่าวถึงสรรพคุณด้านการบำรุงประสาท ลดความบกพร่องในเรื่องการเรียนรู้และความจำ จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และฤทธิ์ป้องกันภาวะสมองเสื่อมของบัวบกในวิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสรีรวิทยาทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ของคุณธนียา หาวิเศษ ในปี พ.ศ. 2549 ทดลองให้สารสกัดน้ำบัวบกแก่หนูตั้งแต่ 100, 300 และ 600 ม.ก. ต่อน้ำหนักตัว (ก.ก.) เป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่าสารสกัดบัวบกขนาด 100 ม.ก. ต่อน้ำหนักตัว (ก.ก.) มีฤทธิ์คลายความกังวล นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดขนาด 600 ม.ก. ต่อน้ำหนักตัว (ก.ก.) มีผลเพิ่มการเรียนรู้และความจำของหนูที่ใช้ทดลอง ดังนั้น การศึกษานี้จึง สนับสนุนความน่าเชื่อถือในสรรพคุณของบัวบกตามแนวทางการแพทย์แผนโบราณ ดังกล่าว สมุนไพรไทยใกล้ตัวที่มีประโยชน์ หาซื้อง่าย หรือจะปลูกเองก็ไม่ยุ่งยากอย่างบัวบก สามารถนำมาประกอบอาหารรับประทานได้หลากหลาย โดยนำมาทำเป็นผักจิ้ม ผักเคียง หรือคั้นแล้วดื่มน้ำจากใบบัวบก ก็บำรุงสมองได้ง่ายๆ ด้วยวิธีธรรมชาติ แถมราคาประหยัดอีกด้วย ที่มา : บัวบกเพิ่มสมาธิ – นิตยสารชีวจิต ปีที่ 11 ฉบับ 1 ก.ค. 2552, บัวบก สมุนไพรมหัศจรรย์ บำรุงความจำ บำรุงสุขภาพ – http://www.hiso.or.th/hiso/ghealth/ghealth5_10.php, การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและฤทธิ์ป้องกันภาวะสมองเสื่อมของบัวบก – http://tdc.thailis.or.th ที่มาภาพ : http://www.flickr.com/photos/63514803@N00/ รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด
ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับวิธีทำความสะอาดคอนแทคเลนส์
All Posts
ความสะอาดของคอนแทคเลนส์เป็นสิ่งสำคัญมาก นึกดูว่าเพียงแค่มีเศษผงเล็กๆ เข้าตา ยังทำให้แสบตาจนน้ำตาไหล แต่คอนแทคเลนส์ต้องสัมผัสติดกับดวงตา โดยตรงเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน หากสะอาดไม่เพียงพอ จะมีผลเสียต่อดวงตา มากมายเพียงใด การทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ มีคนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าใช้วิธีแช่เพียง อย่างเดียวก็ได้ เพราะ ข้อความ No Rub ในคำแนะนำการใช้ข้างกล่องคอนแทคเลนส์ ไม่ได้แปลว่าห้ามถู ความจริงแล้วแปลว่า ไม่ต้องถูก็พออนุโลมได้ มีรายงานวิจัยบอกว่า การถูอย่างเดียวลดเชื้อโรคได้ 95% ส่วนเชื้อโรคที่เหลือ 5% น้ำยาแช่สามารถกำจัดได้ นากจากนี้ การถูยังช่วยลดคราบจุลินทรีย์ (Biofilm) ที่เกาะผิวเลนส์ได้ด้วย ดังนั้น การทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ที่ถูกต้อง คือ  ต้องถูด้วยน้ำยาทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ แล้วจึงแช่เลนส์นั้นในน้ำยาแช่คอนแทคเลนส์ อีกเรื่องที่เข้าใจผิดกันมาก คือ การแช่เลนส์ไว้ในน้ำเกลือช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ ความจริงแล้ว น้ำเกลือไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ แต่น้ำเกลือจะทำให้เชื้อโรคโตเร็วขึ้น แทนที่จะฆ่าเชื้อ กลายเป็นเพาะเชื้อตลอด 8-10 ชั่วโมงที่เราไม่ได้ใส่เลนส์ การใช้น้ำเกลือที่ถูกต้อง คือ ใช้น้ำเกลือในการล้างน้ำยาที่ใช้ฟอกถูเลนส์ ในรายที่เซ้นสิทีฟกับน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หรือใช้น้ำเหลือในการล้างทิ้ง หากใช้และดูแลผิดวิธีคอนแทคเลนส์จะเป็นอันตรายต่อดวงตา ก่อนใช้ควรรับคำแนะนำจากจักษุแพทย์และศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วน หากมีปัญหาควรหยุดใช้ แล้วพบจักษุแพทย์ทันที ที่มา : นิตยสารชีวจิต ปีที่ 12 ฉบับ 1 ก.ย. 2553 คอลัมน์คนไข้ถาม คุณหมอตอบ ทุกปัญหาคอนแทคเลนส์คนทำงาน โดย นายแพทย์คำนูณ อธิภาส จักษุแพทย์ประจำคลินิก ศูนย์แพทย์พัฒนา ที่มาภาพ : http://www.sxc.hu/photo/385768 รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด
กางเกงชั้นในสีแดง ช่วยส่งเสริมสุขภาพจริงหรือ?
All Posts
ผิวหนังของเราถือเป็นดวงตาคู่ที่สอง เพราะ ในผิวหนังมีอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นตาในการรับสัมผัสอยู่ โดยอวัยวะนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวเซ็นเซอร์แสง ดังนั้น แม้ว่าตาจะปิดอยู่ เราก็สามารถรู้สึกถึงสีได้จากความยาวคลื่นของสี สีที่มีความยาวคลื่นสูงที่สุด คือ สีแดง จึงกล่าวกันว่า สีแดงสามารถกระตุ้นการทำงานภายในร่ายกาย ทำให้ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ และอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ใส่กางเกงชั้นในสีแดงตัวใหญ่ หรือผ้าคาดเอวสีแดงปิดสะดือ จะช่วยให้มีสุขภาพดี เนื่องจากบริเวณใต้สะดือลงไปประมาณ 5 ซ.ม. มีจุดที่เรียกว่า Tanden (จุดตันเถียน) ซึ่งทางการแพทย์ตะวันออกถือเป็นจุดสำคัญที่เป็นจุดกำเนิดของ “จิตวิญญาณ” ซึ่งเป็นพลังแห่งชีวิต เมื่อกระตุ้นบริเวณดังกล่าว ด้วยการห่มผ้าสีแดง จะทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ร่างกายอบอุ่น ลดอาการหนาวสั่น ลดอาการปวดหลัง-ปวดไหล่ ช่วยฟื้นฟูความเหน็ดเหนื่อย กระฉับกระเฉงขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ คลายเครียด ช่วยให้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือปวดประจำเดือนดีขึ้นที่มา รวมถึงมีพลังเพิ่มขึ้นด้วย แต่มีข้อควรระวัง คือ เมื่อใส่กางเกงในสีแดงแล้ว บางคนจะรู้สึกตื่นตัวจนนอนไม่หลับ หรือมีความดันโลหิตเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจึงควรระมัดระวัง ที่มา : หนังสือ สีสัน สร้างเสน่ห์และความสำเร็จ เขียนโดย Ayumi Ishii แปลโดย สุลภัส เครือกาญจนา ที่มาภาพ : http://office.microsoft.com/ รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด
ดูแลสุขภาพดวงตาง่ายๆ ด้วยโยคะสายตา
All Posts
ชีวิตยุคไอที การใช้งานคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัย เพื่อทำงาน หรือติดตามข่าวสาร จำเป็นต้องใช้สายตาจ้องมองเป็นเวลานาน การดูแลสุขภาพดวงตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เทคนิคเพื่อบริหารดวงตาให้มีสุขภาพดีนั้นมีหลากหลาย โยคะมีการบริหารดวงตา โดยต้องถอดแว่นหรือคอนแทคเลนส์ออกก่อน แล้วทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 หลับตาแล้วถูฝ่ามือสองข้างเข้าหากันไปมาอย่างเร็วจนรู้สึกร้อน ขั้นตอนที่ 2 ประคบฝ่ามือทั้งสองข้างนาบกับหนังตานานประมาณ 1 นาที ให้รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่จากฝ่ามือสู่ดวงตา ขั้นตอนที่ 3 ผ่อนคลายความเคร่งเครียดทั้งมวลลงพร้อมทั้งหายใจลึกๆ นำมือออก ลืมตาขึ้น ขั้นตอนที่ 4 เคลื่อนสายตาจากซ้ายไปขวา โดยมองไปยังที่ไกลๆ จากมุมซ้ายสุด แล้วกวาดสายตาไปยังมุมขวาสุด ทำซ้ำกัน 4 ครั้ง ขั้นตอนที่ 5 ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1-3 แล้ว เคลื่อนสายตาจากมุมขวาบนไปยัง มุมซ้ายล่างเป็นเส้นทแยงมุม ทำซ้ำๆ กัน 4 ครั้ง ขั้นตอนที่ 6 ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1-3 แล้ว เคลื่อนสายตาโดยกวาดสายตาเป็นวง (ทิศทางตามเข็มนาฬิกา) ทำซ้ำกัน 4 ครั้ง ขั้นตอนที่ 7 ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1-3 แล้ว เคลื่อนสายตาจากบนสุดลงมายังจุดล่างสุด โดยมองไปยังจุดไกลๆ ที่สุดด้านบน แล้วกวาดสายตาลงมายังจุดด้านล่างอย่างช้าๆ ทำซ้ำกัน 4 ครั้ง ขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตนเองเพียงแค่นี้ ก็สามารถดูแลดวงตาให้มีสุขภาพดี ที่มา : เคล็ดลับ…เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีของคุณ ที่มาภาพ : http://www.sxc.hu/photo/1210449 รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด
ที่มาของชื่อ ปลั๊กสามตา
All Posts
เต้ารับ (Socket-outlet หรือ Receptacle) หรือปลั๊กตัวเมีย คือ ขั้วรับสำหรับหัวเสียบจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ปกติเต้ารับจะติดตั้งอยู่กับที่ เช่น ติดอยู่กับผนังอาคาร อาจมีทั้งแบบ 2 รู หรือ 3 รู เต้าเสียบ (Plug) หรือปลั๊กตัวผู้ คือ ขั้วหรือหัวเสียบที่มีสายไฟติดอยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้า มีขาโลหะยื่นออกมา 2 ขา หรือ 3 ขา เพื่อเสียบเข้ากับเต้ารับ ทำให้สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นได้ ส่วน ปลั๊กสามตา มีคำเรียกอย่างเป็นทางการว่า “รางเต้ารับ” หรือ “เต้ารับที่ทำเป็นชุด” ในภาษาอังกฤษเรียก Extension Socket  ในอดีตที่ติดตลาดได้รับความนิยม และเห็นบ่อยที่สุด คือ แบบตลับกลมๆ หมุนเก็บสายไฟไว้ด้านในได้ และมีช่องเสียบปลั๊กแบบ 2 ขา อยู่ทั้งหมด 3 ช่อง จึงทำให้นิยม เรียกกันว่า “ปลั๊กสามตา” ปัจจุบันปลั๊กสามตาพัฒนารูปลักษณ์ทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มช่องเสียบเป็น 4 ช่อง หรือ 6 ช่อง มีให้เลือกหลายรูปแบบ หลายราคา แต่ยังนิยมเรียกชื่อเดิม ซึ่งในการเลือกซื้อควรเลือกที่ได้มาตรฐาน มอก. 166/2549 มีสปริงของเต้ารับ (หรือตัวล็อกขาเต้าเสียบ) ทำจากทองเหลือง ตัวกล่องฉนวนทำจากพลาสติก ABS และมีระบบตัดไฟอัติโนมัติ หรือมีฟิวส์ในตัว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ในกรณีไฟฟ้าลัดวงจร ที่มา : เต้าเสียบหรือปลั๊ก (Plug) หรือปลั๊กตัวผู้ – http://www.mea.or.th, เต้ารับ (Socket-outlet หรือ Receptacle) หรือปลั๊กตัวเมีย – http://www.mea.or.th, วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 82, …