Home

สนเทศน่ารู้  :: วันออกพรรษา 

  ความหมาย

ประเพณีตักบาตรเทโว
หลังจากวันออกพรรษา แล้ว ๑ วัน  แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑

       วันออกพรรษา ตรงกับ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑
         วันออกพรรษาคือวันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษา(นับตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษาจนถึง วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ครบ ๓ เดือนพอดี) หรือออกจากการอยู่ประจำที่ในฤดูฝน พระสงฆ์จาริกไปแรมคืนที่อื่นได้ เพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตามความประสงค์ โดยไม่จำเป็นต้องกลับมาค้างแรม ณ วัดที่ตนสังกัด
         วันออกพรรษานี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา หมายถึง การที่พระภิกษุสงฆ์เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกันกล่าวตักเตือนได้ ปวารณา เป็นพิธีกรรมของสงฆ์ ที่ท่านทำปวารณาต่อกันในวันออกพรรษา ต่างรูปต่างกล่าวคำปวารณาตามลำดับอาวุโส 

ประวัติความเป็นมา

         เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ทำปวารณาด้วยสมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี มีภิกษุพวกหนึ่งจำนวนหลายรูปจำพรรษาอยู่ในวัดแห่งแคว้นโกศล ประสงค์จะป้องกันการวิวาทมิให้เกิดขึ้นแก่กันและกัน จึงตั้งกติกาไม่พูดกัน ใครมีกิจอย่างไรก็ทำไปตามหน้าที่ วิธีนี้เรียกว่า มูควัตร คือปฎิบัติเหมือนคนใบ้ ครั้นออกพรรษาแล้วพากันมาเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลมูควัตรที่ตนปฏิบัติให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงตำหนิว่า ความประพฤติเช่นนั้นเหมือนสัตว์เดียรัจฉาน ธรรมดาสัตว์แม้จะอยู่ด้วยกันก็ไม่ถามถึงทุกข์สุขกัน แล้วตรัสห้ามภิกษุมิให้ปฎิบัติดังนั้นต่อไป ถ้าปฎิบัติจะปรับโทษเป็นอาบัติทุกกฎ จากนั้นจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบสามเดือนปวารณาแก่กัน คือว่ากล่าวตักเตือนข้อผิดพลั้งตามที่ได้เห็นหรือได้ยิน คำปวารณามีใจความว่า "ท่านทั้งหลายข้าพเจ้าขอปวารณาต่อสงฆ์ด้วยได้เห็นเองก็ดี ด้วยได้ฟังมาก็ดี ด้วยสงสัยก็ดีขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสำนึกได้จัดทำการแก้ตัวเสีย" ดังนั้นแสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้ามิได้ทรงถือบุคคลเป็นใหญ่ แต่พระองค์ทรงถือพระธรรมคือ ความถูกความควรเป็นสำคัญ เมื่อรู้เห็น ความไม่ดีไม่งามของกันและกันแล้ว ก็ทรงอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทั้งนี้ก็เพื่อความบริสุทธิ์ในหมู่สงฆ์และเป็นความบริสุทธิ ์ของพระพุทธศาสานา
         ด้วยเหตุนี้ วันอออกพรรษาเป็นวันสิ้นสุดระยะการจำพรรษาตามเวลาที่พระพุทธองค์ได้ทรงกำหนด จึงถือว่าเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่งของไทย

กิจกรรมที่ควรปฎิบัติในวันออกพรรษา
. บำเพ็ญกุศล อาทิ ทำบุญใส่บาตร จัดดอกไม้ ธูปเทียน ไปบูชาพระที่วัด ถวายสังฆทาน ถวายภัตตาหาร ฟังพระธรรมเทศนา และมีการตักบาตรเทโวในวันรุ่งขึ้น
. ร่วมกุศลกรรม "ตักบาตรเทโว"
๓.จัดนิทรรศการ กิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการเผยแพร่เกี่ยวกับวันออกพรรษา
๔.ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติ

          ประเพณีเกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา ที่นิยมปฎิบัติกันมีอยู่ ๒ อย่าง คือ

          ๑. ประเพณีตักบาตรเทโว
          ๒. ประเพณีเทศน์มหาชาติ

 


๑.ประเพณีการตักบาตรเทโว
จะกระทำกันในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ คือหลังจากวันออกพรรษา แล้ว ๑ วัน
คำว่า "เทโว" ย่อมาจาก "เทโวโรหณะ" แปลว่าการเสด็จลงจากเทวโลก การตักบาตรเทโว จึงเป็นการระลึกถึงวันที่พระพุทธองค์ เสด็จกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาในเทวโลก โดยจำพรรษาอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา ๑ พรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้วพระองค์ได้เสด็จกลับยังโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสคร ในครั้นนั้นบรรดาพุทธศานนิกชนผู้ที่มีความศรัทธาเลื่อมใส เมื่อทราบข่าวต่างพร้อมใจกันไปรอตักบาตรเพื่อรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น จนถือเป็นประเพณีตักบาตรเทโวปฏิบัติสืบทอดกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

          พิธีที่จัดกันในวันออกพรรษานี้ บางวัดอาจทำกันเพียงธรรดาๆ แต่บางวัดอาจจัดใหญ่โต อัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานในบุษบก ซึ่งตั้งอยู่บนล้อเลื่อนมีบาตรใหญ่ตั้งไว้หน้าพระพุทธรูป มีคนลากล้อเลื่อนไปช้าๆ พระสงฆ์ สามเณรถือบาตรเดินตาม เพื่อให้ทายกทายิกาที่ยืนนั่งกันอยู่เป็นแถวได้ใส่บาตรของนิยมนำไปใส่บาตรในวันนั้น นอกจากข้าวกับข้าว ผลไม้ แล้วก็มีข้าวต้มมัดไต้ และ ข้าวต้มมัดโยน เป็นส่วนใหญ่                    ซึ่งแต่ละท้องถิ่น ก็จะมีประเพณีตักบาตรเทโว ที่จัดใหญ่โตต่างกัน เช่น

ภาคกลาง จ.อุทัยธานี เป็นงานประเพณีที่ชาวอุทัยธานียึดถือปฏิบัติกันมา ตั้งแต่ครั้ง บรรพบุรุษ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ชาวอุทัยธานีทุกคนภูมิใจกันมากเพราะเป็นการจัดงานตักบาตรเทโว ที่มีความสอดคล้องกับพุทธตำนานมากที่สุด
พิธีกรรม
โดยเริ่มงานตั้งแต่เช้าตรู่ จะมีภิกษุสงฆ์ จำนวน ๕๐๐ รูป เดินตามขบวนแห่ พระพุทธรูปปางเสด็จจากดาวดึงส์ลงมาตามบันไดซึ่งภาพที่ปรากฏต่อสายตานั้นจะเหลืองอร่าม ไปด้วยสีผ้ากาสาวพัตรของพระภิกษุสงฆ์ทีทอดตัวลงมาอย่างช้า ๆ ส่วนสองข้างของบันไดจะปกคลุมไปด้วยหมอกควันสีขาว พวยพุ่งออกมาจนทำให้เห็นสีเหลืองเด่นชัด เป็นสง่างามน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ครั้นพระภิกษุสงฆ์ ลงมาถึงลานวัดสังกัส รัตนคีรีแล้ว
 
ภาคกลาง จ.สุโขทัย
ที่ปรากฎและมีชื่อเสียงคือ งานตักบาตรเทโวของวัดราชธานี อ.เมืองสุโขทัย และวัดน้ำขุน อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย มีการทำบุญตักบาตร ใส่ข้าวต้มมัด หรือข้าวต้มลูกโยน เพราความเชื่อที่ว่าพระพุทธองค์เสด็จลงมาจากเทวโลกมีผู้มาต้อนรับมากมายทำให้ไม่สามารถเข้าใกล้พระพุทธองค์ได้ ต้องโยนอาหารลงในบาตร มีกีฬาทางน้ำคือการแข่งเรือในแม่น้ำยม โดยเชิญเรือจากหลายแหล่งมาร่วมแข่งขันบางปีได้เชิญเรือจากหลายแหล่งมาร่วมแข่งขันบางปีได้เชิญเรือจากต่างจังหวัดมาร่วมแข่งด้วย การจัดงานที่วัดน้ำขุน อุปกรณ์จัดงานตักบาตรเทโว เป็นงานศิลปะที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ช่วยกันประดิษฐ์ไปตามจินตนาการ แม้ในปัจจุบันรูปแบบก็ยังจัดในรูปแบบเดิม แต่อุปกรณ์เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
พิธีกรรม
ก่อนจะถึงวันงานคณะกรรมการจะได้เชิญชาวบ้านส่งบุตรหลานมาเป็นเทวดา นางฟ้า และผู้เข้าร่วมขบวนแห่ ปัจจุบันขบวนแห่งานตักบาตรเทโวจะเริ่มที่หน้าวัดหนองแหนซึ่งอยู่ห่างจากที่จัดงานประมาณ ๒ กิโลเมตรเศษ ในขบวนจะประกอบด้วย กลองยาว บุษบกสำหรับประดิษฐาน พระพุทธรูป พระอินทร์ พระพรหม เทพบุตร นางฟ้า ฤาษี ขอทานและสัตว์นรกจำนวนมาก เมื่อเริ่มขบวนชาวบ้านจะพากันมาคอยร่วมทำบุญตักบาตร ซึ่งเป็นข้าวสารอาหารแห้ง การเคลื่อนขบวนจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ให้พระภิกษุรับบาตร
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.หนองบัวบำภู
พิธีกรรม
๑. จัดเตรียมขบวนรถทรงหรือคานหามพระพุทธรูป เพื่อชักหรือหามนำหน้าพระสงฆ์ในการรับบาตร หรือจะให้อุบาสกอุบาสิกาเป็นผู้เชิญพระพุทธรูปก็ได้
๒. พระพุทธรูปที่จะเชิญนิยมพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร ถ้าไม่มีอาจใช้ปางอื่น ๆ แต่ให้เป็นพระพุทธรูปยืน
๓. พุทธศาสนิกชนเตรียมภัตตาหารใส่บาตร โดยเฉพาะข้าวต้มลูกโยนที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ
๔. มีการแสดงพระธรรมเทศนา
 
          งานตักบาตรเทโวเป็นงานที่ช่วยสร้างความสมัครสมานสามัคคีให้แก่ชาวบ้านอย่างมาก เป็นเครื่องควบคุมสังคมให้ ละ ลด เลิกอบายมุข หันหน้าเข้าวัดเพื่อทำบุญ จึงมีส่วนช่วยให้สังคมเกิดสันติสุขเป็นอย่างดี

  ขึ้นด้านบน


๒.ประเพณีงานเทศน์มหาชาติ
         งานเทศน์มหาชาตินี้ นิยมทำกันหลังออกพรรษาพ้นหน้ากฐินไปแล้ว อาจทำในวันขี้น ๘ ค่ำกลางเดือน ๑๒ หรือในวันแรม ๘ ค่ำก็ได้ ซึ่งในช่วงนี้น้ำเริ่มลดและข้าวปลาอาหารกำลังอุดมสมบูรณ์ จึงพร้อมใจกันทำบุญทำทานและเล่นสนุกสนานรื่นเริง แต่ในภาคอีสานนั้นนิยมทำกันในเดือน ๔ เรียกว่า "งานบุญผะเหวด" ซึ่งเป็นช่วงที่เสร็จจากการทำบุญลานเอาข้าวเข้ายุ้ง ในภาคกลาง บางท้องถิ่นทำกันในเดือน ๕ ต่อเดือน ๖ ก็มี
          งานเทศน์มหาชาตินั้นจะทำในกาลพิเศษจะทำในเดือนไหนก็ได้ไม่จำกัดฤดูกาล โดยมากเพื่อเป็นการหาเงินเข้าวัด บางแห่งนิยมทำในเดือน ๑๐ 
          การเทศน์มหาชาตินั้น มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๑๓ กัณฑ์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวสสันดรอันเป็นพระชาติสุดท้ายของพระบรมโพธิสัตว์ ก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและออกบวชจนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ดังตำนานต่อไปนี้

          ตำนาน
เทศน์มหาชาติ ๑๓ กัณฑ์

          การเทศน์มหาชาติ คือการมหากุศลที่เตือนบุคคลให้น้อมรำลึกถึงการบำเพ็ญบุญ คือความดีที่ยิ่งยวด อันมีการสละความเห็นแก่ตัว เพื่อผลประโยชน์สูงอันไพศาลของมวลมนุษยชาติเป็นสำคัญเป็นเทศกาลที่คงความหมายอย่างแท้จริง
          การเทศน์ทุกกัณฑ์จะมีผู้เป็นเจ้าภาพจัดกัณฑ์เทศน์ถวาย เมื่อพระที่ตนรับกัณฑ์เทศน์ขึ้นเทศน์เจ้าภาพจะจุดเทียนบูชาคาถาหว่านข้าวตอกข้าวสาร การเทศน์ในสมัยก่อนพระเจ้าของกัณฑ์จะอ่านจากอักษรธรรม(อักษรลาว) ซึ่งจารลงบนใบลานเป็นแผ่นยาว คำว่า "จาร" มาจากภาษาเขมรแปลว่า การเขียนด้วยเหล็กแหลมบนใบลาน แต่ปัจจุบันจะนิยมพิมพ์ลงบนใบลานเป็นตัวหนังสือไทยปัจจุบัน เป็นเรื่องราวในแต่ละกัณฑ์ ทั้งนี้เพื่อความสะวกสำหรับพระรุ่นใหม่ เมื่อจบกัณฑ์จะตีฆ้องเป็นสัญญาณ การเป็นเจ้าของกัณฑ์ในหมู่บ้านในชนบทอาจแบ่งเจ้าภาพเป็นคุ้ม เรื่องราวและประวัติความเป็นมาแต่ละกัณฑ์มีดังนี้
          กัณฑ์ที่ ๑ ทศพร เป็นกัณฑ์ที่พระอินทร์ประสาทพรแก่พระนางผุสดี ก่อนที่จะจุติลงมาเป็นพระราชมารดาของพระเวสสันดร
          ภาคสวรรค์ พระนางผุสดีเทพอัปสรสิ้นบุญท้าวสักกะเทวราช สวามีทรงทราบจึงพาไปประทับยังสวนนันทวันในเทวโลก พร้อมให้พร ๑๐ ประการ คือให้ได้อยู่ในปราสาทของพระเจ้าสิริราชแห่งนครสีพี ขอให้มีจักษุดำดุจนัยน์ตาลูกเนื้อ ขอให้มีคิ้วดำสนิท ขอให้พระนามว่าผุสดี ขอให้มีโอรสที่ทรงเกียรติยศเหนือกษัตริย์ทังหลายและมีใจบุญ  ขอให้มีครรภ์ที่ผิดไปจากสตรีสามัญคือแบนราบในเวลาทรงครรภ์ ขอให้มีถันงามอย่ารู้ดำและหย่อนยาน ขอให้มีเกศาดำสนิท ขอให้มีผิวงาม และข้อสุดท้ายขอให้มีอำนาจปลดปล่อยนักโทษได้
          กัณฑ์ที่ ๒ หิมพานต์ เป็นกัณฑ์ที่พระเวสสันดรบริจาคทานช้างปัจจัยนาค ประชาชนสีพีโกรธแค้นจึงขับไล่ให้ไปอยู่เขาวงกต
          พระนางเทพผุสดีได้จุติลงมาเป็นราชธิดาของพระเจ้ามัททราช เมื่อเจริญชนม์ได้ ๑๖ ชันษา จึงได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้ากรุงสญชัยแห่งสีวิรัฐนคร ต่อมาได้ประสูติพระโอรสนามว่า "เวสสันดร" ในวันที่ประสูตินั้นได้มีนางช้างฉัททันต์ตกลูกเป็นช้างเผือกขาวบริสุทธิ์จึงนำมาไว้ในโรงช้างต้นคู่บารมี ให้นามว่า "ปัจจัยนาค" เมื่อพระเวสสันดรเจริญชนม์ ๑๖ พรรษา ราชบิดาก็ยกราชสมบัติให้ครอบครองและทรงอภิเษกกับนางมัทรีพระราชบิดาราชวงศ์มัททราช มีพระโอรส ๑ องค์ชื่อ ชาลี ราชธิดาชื่อ กัณหา พระองค์ได้สร้างโรงทาน บริจาคทานแก่ผู้เข็ญใจ ต่อมาพระเจ้ากาลิงคะแห่งนครกาลิงครัฐได้ส่งพราหมณ์มาขอพระราชทานช้างปัจจัยนาค พระองค์จึงพระราชทานช้างปัจจัยนาคแก่พระเจ้ากาลิงคะ ชาวกรุงสัญชัย จึงเนรเทศพระเวสสันดรออกนอกพระนคร
          กัณฑ์ที่ ๓ ทานกัณฑ์ เป็นกัณฑ์ที่พระเวสสันดรทรงแจกมหาสัตสดกทาน คือ การแจกทานครั้งยิ่งใหญ่
          ก่อนที่พระเวสสันดรพร้อมด้วยพระนางมัทรี ชาลีและกัณหาออกจากพระนคร จึงทูลขอพระราชทานโอกาสบำเพ็ญมหาสัตสดกทาน คือ การให้ทานครั้งยิ่งใหญ่ อันได้แก่ ช้าง มา โคนม นารี ทาสี ทาสา สรรพวัตถาภรณ์ต่างๆ รวมทั้งสุราบานอย่างละ ๗๐๐
          กัณฑ์ที่ ๔ วนประเวศ เป็นกัณฑ์ที่สี่กษัตริย์เดินดงบ่ายพระพักตร์สู่เขาวงกต
          เมื่อเดินทางถึงนครเจตราชทั้งสี่กษัตริย์จึงแวะเข้าประทับพักหน้าศาลาพระนคร กษัตริย์ผู้ครองนครเจตราชจึงทูลเสด็จครองเมือง แต่พระเวสสันดรทรงปฎิเสธ และเมื่อเสด็จถึงเขาวงกตได้พบศาลาอาศรมซึ่งท้าววิษณุกรรมเนรมิตตามพระบัญชาของท้าวสักกะเทวราช กษัตริย์ทั้งสี่จึงทรงผนวชเป็นฤๅษีพำนักในอาศรมสืบมา
          กัณฑ์ที่ ๕ ชูชก เป็นกัณฑ์ที่ชูชกได้นางอมิตดามาเป็นภรรยา และหมายจะได้โอรสและธิดาพระเวสสันดรมาเป็นทาส
          ในแคว้นกาลิงคะมีพราหมณ์แก่ชื่อชูชก พำนักในบ้านทุนวิฐะ เที่ยวขอทานตามเมืองต่างๆ เมื่อได้เงินถึง ๑๐๐ กหาปณะ จึงนำไปฝากไว้กับพราหมณ์ผัวเมีย แต่ได้นำเงินไปใช้เป็นการส่วนตัว เมื่อชูชกมาทวงเงินคืนจึงยกนางอมิตดาลูกสาวให้แก่ชูชก นางอมิตดาเมื่อมาอยู่ร่วมกับชูชก ได้ทำหน้าที่ของภรรยาที่ดี ทำให้ชายในหมู่บ้านเปรียบเทียบกับภรรยาตน หญิงในหมู่บ้านจึงเกลียดชังและรุมทำร้ายทุบตี นางอมิตดา ชูชกจึงเดินทงไปทูลขอกัณหาชาลีเพื่อเป็นทาสรับใช้ เมื่อเดินทางมาถึงเขาวงกตก็ถูกขัดขวางจากพรามเจตบุตรผู้รักษาประตูป่า
          กัณฑ์ที่ ๖ จุลพน เป็นกัณฑ์ที่พรานเจตบุตรหลงกลชูชก และชี้ทางสู่อาศรมจุตดาบส
          ชูชกได้ชูกลักพริกขิงแก่พรานเจตบุตรอ้างว่าเป็นพระราชสาสน์ของพระเจ้ากรุงสญชัย จึงได้พาไปยังต้นทางที่จะไปอาศรมฤๅษี
          กัณฑ์ที่ ๗ มหาพน เป็นกัณฑ์ป่าใหญ่ ชูชกหลอกล่ออจุตฤๅษีให้บอกทางสู่อาศรมพระเวสสันดรแล้วก็รอนแรมเดินไพรไปหา
          เมื่อถึงอาศรมฤๅษี ชูชกได้พบกับอจุตฤๅษี ชชกใช้คารมหลอกล่อจนอจุตฤๅษีจึงให้ที่พักหนึ่งคืนและบอกเส้นทางไปยังอาศรมพระเวสสันดร
          กัณฑ์ที่ ๘ กัณฑ์กุมาร เป็นกัณฑ์ที่พระเวสสันดรทรงให้ทางสองโอรสแก่เฒ่าชูชก
          พระนางมัทรีฝันร้ายเหมือนบอกเหตุแห่งการพลัดพราก รุ่งเช้าเมื่อนางมัทรีเข้าป่าหาอาหารแล้ว ชูชกจึงเข้าเฝ้าทูลขอสองกุมาร สองกุมารจึงพากันลงไปซ่อนตัวอยู่ที่สระ พระเวสสันดรจึงลงเสด็จติดตามสองกุมาร แล้วจึงมอบให้แก่ชูชก
          กัณฑ์ที่ ๙ กัณฑ์มัทรี เป็นกัณฑ์ที่พระนางมัทรีทรงได้ตัดความห่วงหาอาลัยในสายเลือด อนุโมทนาทานโอรสทั้งสองแก่ชูชก
          พระนางมัทรีเดินเข้าไปหาผลไม้ในป่าลึก จนคล้อยเย็นจึงเดินทางกลับอาศรม แต่มีเทวดาแปลงกายเป็นเสือนอนขวางทาง จนค่ำเมื่อกลับถึงอาศรมไม่พบโอรส พระเวสสันดรได้กล่าวว่านางนอกใจ จึงออกเที่ยวหาโอรสและกลับมาสิ้นสติต่อเบื้องพระพักตร์ พระองค์ทรงตกพระทัยลืมตว่าเป็นดาบสจึงทรงเข้าอุ้มพระนางมัทรีและทรงกันแสง เมื่อพระนางมัทรีฟื้นจึงถวายบังคมประทานโทษ พระเวสสันดรจึงบอกความจริงว่าได้ประทานโอรสแก่ชูชกแล้ว หากชีวิตไม่สิ้นคงจะได้พบ นางจึงได้ทรงอนุโมทนา
          กัณฑ์ที่ ๑๐ สักกบรรพ เป็นกัณฑ์ที่พระอินทร์จำแลงกายเป็นพราหมณ์มาขอพระนางมัทรี แล้วถวายคืนพร้อมถวายพระพร ๘ ประการ
          ท้าวสักกะเทวราชเสด็จแปลงเป็นพราหมณ์เพื่อทูลขอนางมัทรี พระเวสสันดรจึงพระราชทานให้ พระนางมัทรีก็ยินดีอนุโมทนาเพื่อร่วมทานบารมีให้สำเร็จพระสัมโพธิญาณ เป็นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวสะท้าน ท้าวสักกะเทวราชในร่างพราหมณ์จึงฝากนางมัทรีไว้ยังไม่รับไป ตรัสบอกความจริงและถวายคืนพร้อมถวายพระพร ๘ ประการ
          กัณฑ์ที่ ๑๑ มหาราช เป็นกัณฑ์ที่เทพเจ้าจำแลงองค์ทำนุบำรุงขวัญสองกุมารก่อนเสด็จนิวัติถึงมหานครสีพี
          เมื่อเดินทางผ่านป่าใหญ่ชูชกจะผูกสองกุมารไว้ที่โคนต้นไม้ ส่วนตนเองปีนขึ้นไปนอนต้นไม้ เหล่าเทพเทวดาจึงแปลงร่างลงมาปกป้องสองกุมาร จนเดินทางถึงกรุงสีพี พระเจ้ากรุงสีพีเกิดนิมิตฝันตามคำทำนายยังความปีติปราโมทย์ เมื่อเสด็จลงหน้าลานหลวงตอนรุ่งเช้าทอดพระเนตรเห็นชูชกพากุมารน้อยสององค์ ทรงทราบความจริงจึงพระราชทานค่าไถ่คืน ต่อมาชูชกก็ดับชีพตักษัยด้วยเพราะเดโชธาตุไม่ย่อย ชาลีจึงได้ทูลขอให้ไปรับพระบิดาพระมารดานิวัติพระนคร ในขณะเดียวกันเจ้านครลิงคะได้โปรดคืนช้างปัจจัยนาคแก่นครสีพี
          กัณฑ์ที่ ๑๒ ฉกษัตริย์ เป็นกัณฑ์ที่ทั้งหกกษัตริย์ถึงวิสัญญีภาพสลบลงเมื่อได้พบหน้า ณ อาศรมดาบสที่เขาวงกต
          พระเจ้ากรุงสญชัยใช้เวลา ๑ เดือน กับ ๒๓ วันจึงเดินทางถึงเขาวงกต เสียงโห่ร้องของทหารทั้ง ๔ เหล่า พระเวสสันดรทรงคิดว่าเป็นข้าศึกมารบนครสีพี จึงชวนพระนางมัทรีขึ้นไปแอบดูที่ยอดเขา พระนางมัทรีทรงมองเห็นกองทัพพระราชบิดาจึงได้ตรัสทูลพระเวสสันดรและเมื่อหกกษัตริย์ได้พบหน้ากันทรงกันแสงสุดประมาณ รวมทั้งทหารเหล่าทัพ ทำให้ป่าใหญ่สนั่นครั่นครืนท้าวสักกะเทวราชจึงได้ทรงบันดาลให้ฝนตกประพรมหกกษัตริย์และทวยหาญได้หายเศร้าโศก
          กัณฑ์ที่ ๑๓ นครกัณฑ์ เป็นกัณฑ์ที่หกกษัตริย์นำพยุหโยธาเสด็จนิวัติพระนคร พระเวสสันดรขึ้นครองราชย์แทนพระราชบิดา
          พระเจ้ากรุงสญชัยตรัสสารภาพผิด พระเวสสันดรจึงทรงลาผนวชพร้อมทั้งพระนางมัทรี และเสด็จกลับสู่สีพีนคร เมื่อเสด็จถึงจึงรับสั่งให้ชาเมืองปล่อยสัตว์ที่กักขัง ครั้นยามราตรีพระเวสสันดรทรงปริวิตกว่า รุ่งเช้าประชาชนจะแตกตื่นมารับบริจาคทาน พระองค์จะประทานสิ่งใดแก่ประชาชน ท้าวโกสีห์ได้ทราบจึงบันดาลให้มีฝนแก้ว ๗ ประการ ตกลงมาในนครสีพีสูงถึงหน้าแข้ง พระเวสสันดรจึงทรงประกาศให้ประชาชนขนเอาไปตามปรารถนา ที่เหลือให้ขนเข้าพระคลังหลวง ในกาลต่อมาพระเวสสันดรเถลิงราชสมบัติปกครองนครสีพีโดยทศพิธราชธรรมบ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขตลอดพระชนมายุ
 

          ประเพณีงานบุญผะเหวด ฟังเทศน์มหาชาติ อันเป็นประเพณีอันเก่าแก่ที่มีเรื่องราวเล่าขาน และปฏิบัติสืบทอดมาแต่โบราณ ยังธำรงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมและประเพณีอันดีงามของชาวอีสาน อย่างเช่น จังหวัดร้อยเอ็ดหรือสาเกตนครอันยิ่งใหญ่ในอดีต ได้จัดงานบุญผะเหวดให้เป็นงานประเพณีประจำปีของจังหวัดทุกๆ ปี         

          กินข้าวปุ้น บุญผะเหวด ที่สาเกตนคร
งานบุญผะเหวดของจังหวัดร้อยเอ็ด ปัจจุบัน มักจัดขึ้นบริเวณบึงผลาญชัย อันเป็นสวนสาธารณะ พักผ่อนย่อยใจกลางตัวเมือง รอบบึงผลาญชัยจะมีผ้าผะเหวดที่ยาวที่สุดในโลก มีภาพเรื่องราวในเวสสันดรชาดกตั้งแต่กัณฑ์แรกจนถึงกัณฑ์สุดท้ายกางรอบบริเวณ พร้อมทั้งประดับธงทิวทั่วบริเวณงานในวันแรกของงานมีพิธีเชิญพระอุปคุตรรอบเมือง เพื่อให้ชาวบ้านร้อยเอ็ดได้สักการบูชาอย่างทั่วถึง ในวันที่สองตอนเช้ามีพิธีทักษิณานุปทาน และเทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสน จากนั้นเป็นพิธีเปิดงาน ตามขบวนแห่คำขวัญประจำจังหวัด ขบวนแห่ ๑๓ กัณฑ์แต่ละขบวนจะมีการแสดงตามลักษณะเรื่องราวแต่ละกัณฑ์ การตกแต่งรถขบวนเป็นที่น่าสนใจและสวยงาม จนได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมสองข้างทาง อยู่มิขาดระยะ


ภาพเรื่องราวในพระเวสสันดรชาดกตั้งแต่กัณฑ์แรกจนถึงกัณฑ์สุดท้าย ที่ดูยาวที่สุดในโลก
          จากนั้นได้มีการบริการข้างปุ้น ข้าวต้มมัด ข้าวโป่ง ให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวงาน ทุกคนได้รับการแจกฟรีและกินฟรีเหมือนหนึ่งพระเวสสันดรที่ทรงให้ทานแก่ทวยราษฎร์ ในงานบุญเทศกาลต่างๆ ชาวอีสานจัดเตรียมข้าวปลาอาหารไว้สำหรับเลี้ยงแขกที่มาจากต่างถิ่น โดยเฉพาะข้าวปุ้นหรืนขนมจีนนับเป็นอาหารยอดนิยมของชาวอีสาน การกินข้าวปุ้นอร่อย น้ำยาข้าวปุ้นที่นิยมกัน ๒ ชนิด คือ น้ำยาลาวหรือน้ำยาปลาต้มใช้ปลาดุกหรือปลาช่อนเป็นส่วนผสม และน้ำยาไทย ใช้ปลาทูหรือแกงไก่ใส่กะทิ หรืออาจทำแกงเขียวหวานแทน
          วันสุดท้ายของงานในตอนเช้าเวลาตีห้าจะมีพิธีแห่ข้าวพันก้อน การตักบาตรพระสงฆ์ ๑๐๑ รูป การเทศน์มหาชาติ ๑๓ กัณฑ์ การแห่กัณฑ์หลอน กัณฑ์จอบและแถมสมภาร เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

ขบวนแห่พระเวสสันดร ในกัณฑ์นครกัณฑ์ เพื่อแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง
          ส่วนหมู่บ้านในชนบทเมื่องานสิ้นสุด ลูกหลานที่มาเยี่ยมบ้านเกิดก็กลับคืนสู่เมืองหลวงอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าทำงาน ทิ้งให้พ่อแม่ คนแก่ และเด็กเฝ้าหมู่บ้านต่อไป สิ้นเดือนสี่ มาถึงเดือนห้า ต่อถึงเดือนหกฝนเริ่มตก ก็คงเป็นฤดูกาลแห่งการทำนาอีกวาระหนึ่ง ชาวอีสานต้องตรากตรำทำงานในท้องทุ่ง เริ่มจากหว่าน กล้า ปักดำ จนข้าวตั้งท้องผ่านการเก็บเกี่ยว นวดข้าว และขนขึ้นสู่ยุ้งฉาง วัฎจักรแห่งการดำเนินชีวิตแต่ละช่วงจึงมักจะเกี่ยวโยงกับคติความเชื่อวัฒนธรรมและประเพณีที่สืบทอดต่อกันมา แม้วันนี้ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ครอบคลุมไปทั่วทุกหมู่บ้านในชนบทอีสาน แต่ในด้านความเชื่อความศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนาประเพณีและวัฒนธรรมมิเคยเปลี่ยแปลง
พราหมณ์ชูชก กัณหา และ ชาลี ในกัณฑ์มหาราช
          งานบุญผะเหวดจึงเป็นงานประเพณีที่ปฎิบัติสืบต่อกันมา หลายท้องถิ่นได้มีการปรับเปลี่ยนพิธการตามวิถีแห่งยุคสมัย แต่ยังคงยึดหลักและแนวทางการปฏิบัติตามประเพณีดั้งเดิม การทำบุญของชาวอีสานจึงเปรียบเสมือนการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน และมีชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข นั้นคือปรัชญาแห่งการดำรงชีวิตที่แท้จริงของชาวอีสาน
 


สาวงามเมืองร้อยเอ็ดกับขบวนพิณ แคน โหวต ในงานบุญผะเหวดจังหวัดร้อยเอ็ด


วันปวารณาออกพรรษา | ประเพณีตักบาตรเทโว | ประเพณีงานเทศน์มหาชาติ

อ้างอิง 

ชมรมเด็ก. 2539.  ประเพณี พิธีมงคล และวันสำคัญของไทย. กรุงเทพฯ :
สุภักดิ์ อนุกูล. 2530. วันสำคัญของไทย.กุรงเทพฯ. อักษรบัณฑิต.
"ออกพรรษาตักบาตรเทโว." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.banfun.com/culture/rainy-pass.html
 "ประเพณีตักบาตรเทโว จ.อุทัยธานี" [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.prapayneethai.com/th/tradition/center/view.asp?id=053#
"ประเพณีตักบาตรเทโว จ.สุโขทัย" [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.prapayneethai.com/th/tradition/north/view.asp?id=0285#
"ประเพณีตักบาตรเทโว จ.หนองบัวลำภู" [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.prapayneethai.com/th/tradition/north_east/view.asp?id=0513
ศรายุทธ วังคะฮาต.
2540.ไปกินข้าวปุ้น เอาบุญผะเหวด. ศิลปวัฒนธรรม. 18,11(กันยายน): 176-183.

ภาพประกอบ
"ประเพณีตักบาตรเทโว" [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก  http://www.prapayneethai.com/th/search/index.asp
ศรายุทธ วังคะฮาต.
2540.ไปกินข้าวปุ้น เอาบุญผะเหวด. ศิลปวัฒนธรรม. 18,11(กันยายน): 176-183.

รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด

                   สนเทศน่ารู้  ขึ้นด้านบน 
 


  
ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธันวาคม 2549 15:29:31 น.