Home

สนเทศน่ารู้  :: หนังสือ และ ที่คั่นหนังสือ

 
ที่คั่นหนังสือ

          ความเจริญทางด้านเทคโนโลยี เป็นสาเหตุให้หนังสือมีความสำคัญน้อยลงไปเรื่อยๆ ความรู้ต่างๆตลอดจนข้อมูลรวมทั้งข่าวสาร จะถูกบันทึกและเผยแพร่ในลักษณะอื่นที่ไม่ใช่กระดาษ เพราะกระดาษมีข้อจำกัดหลายประการเช่น กระดาษเสื่อมสภาพเร็ว ไม่คงทนถาวร เก็บข้อมูลได้น้อย ต้องดูแลรักษา และใช้เนื้อที่ในการจัดเก็บมาก เป็นต้น

    

          โลกในยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคของข้อมูลและข่าวสาร ได้มีการจัดเก็บเรื่องราวของความรู้ในรูปแบบของเทคโนโลยีสมัยใหม่แทนหนังสือ เพื่อที่จะได้สนองต่อความต้องการของผู้บริโภคข่าวสาร คอมพิวเตอร์ ซีดี-รอม แมกเนติคเทป ตลอดจนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ  ได้เข้ามามีบทบาทแทนที่หนังสือมากยิ่งขึ้น จนมีความเชื่อกันว่าในไม่ช้าสังคมของการเรียนรู้จะเปลี่ยนเป็นสังคมที่ปราศจากกระดาษ (Paperless Society) ซึ่งเมื่อเวลานั้นมาถึงจะทำให้ปริมาณการผลิตหนังสือเพื่อการค้ามีจำนวนน้อยลงจนแทบจะนับเล่มได้ และสิ่งหนึ่งที่จะหายไปจากความทรงจำของนักอ่านหลายๆ คน และคนรุ่นใหม่จะไม่รู้จักเลยก็คือ “ ที่คั่นหนังสือ ”

 

อดีตที่น่าสนใจของที่คั่นหนังสือ

          ปรากฏหลักฐานอ้างอิงทางโบราณคดี ที่ทำให้เชื่อได้ว่า “ ที่คั่นหนังสือ ” ได้รับใช้และเป็นเพื่อนคู่ใจของนักคิดนักอ่านมานาน พร้อมๆ กับการกำเนิดของตัวเล่มหนังสือ เพราะเป็นนิสัยของคนเราที่ชอบหยิบสิ่งของใกล้ๆ มือมาใช้ “ ที่คั่นหนังสือ ” ของนักอ่านสมัยก่อนส่วนใหญ่จึงได้แก่ เส้นฟาง หินก้อนเล็กๆ  เศษผ้า และเศษหนังสัตว์ เป็นต้น  

          ถึงแม้ว่าหนังสือในยุคหลังๆ จะมีเลขหน้ากำกับอยู่ เพื่อช่วยให้จำได้ว่าอ่านอยู่หน้าใด แต่นักอ่านก็ไม่นิยมใช้ความจำ ยังคงใช้สิ่งของใกล้มือมาคั่นหนังสือเช่นเคย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของใช้หรือของกิน หรือถ้าหาสิ่งของใกล้มือไม่ได้ ก็จะใช้วิธีพับมุมกระดาษของหน้าที่ตนอ่านค้างไว้นั้นแทน ดังที่พบหลักฐานว่า 
          ในช่วงศตวรรษที่ 13 ท่านบิชอป Richard DeBury แห่ง Durham ได้ลงโทษลูกศิษย์ที่ใช้เส้นฟางคั่นหนังสือไว้หลายแห่ง เพราะเส้นฟางเหล่านั้นทำให้หนังสือพอง ปิดไม่ลง และการลืมทิ้งไว้นานๆเส้นฟางจะเน่าเปื่อย ทำให้หนังสือชำรุดและเสียหาย
          ตัวอย่างในยุคต่อมาก็คือ มีการค้นพบว่า Edward Young กวีชาวอังกฤษ ที่มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1683 – 1765 มีนิสัยชอบพับหน้ากระดาษแทนการใช้ที่คั่นหนังสือ มีผู้พบในภายหลังว่าหนังสือจำนวนมากในห้องสมุดของเขา มีตัวเล่มโป่งพองจนปิดเล่มไม่ได้ เพราะว่าหน้ากระดาษถูกพับไว้มากมาย

          เมื่อกิจการในการพิมพ์ได้มีการพัฒนามากขึ้น การอ่านได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวาง ทำให้หนังสือเป็นสิ่งที่จำเป็นมากยิ่งขึ้น แต่พฤติกรรมของการใช้ “ ที่คั่นหนังสือ ” ของนักอ่านไม่ได้พัฒนาตามไป ส่วนใหญ่ยังคงเคยชินกับการใช้สิ่งของใกล้ตัวคั่นหนังสือ เช่น เศษกระดาษ ซองจดหมาย เปลือกเมล็ดแตงโมตากแห้ง กระดาษห่อลูกอม เศษขนมปังกรอบ เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในขณะที่อ่านหนังสืออยู่

          บรรณารักษ์ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการอ่านได้พบสิ่งของต่างๆ ในเล่มหนังสือที่ส่งคืนห้องสมุดนั้น เป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่มีความหลากหลาย ที่พบมากได้แก่ จดหมาย ใบเสร็จ ภาพถ่าย ไพ่ ภาพโปสการ์ด กิ๊บติดผม ก้านไม้ขีด เส้นผม เป็นต้น สิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัวขณะที่อ่านหนังสือ มีเรื่องเล่าถึงการใช้สิ่งของแปลกๆ คั่นหนังสือ  ซึ่งไม่สามารถคาดเดาว่าเป็นการตั้งใจใช้ หรือเพราะของสิ่งนั้นอยู่ใกล้ตัว 
          ดังเช่น นักปราชญ์ชื่อ Alexander Ross ซึ่งมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 17 ชอบใช้เหรียญทองคั่นหนังสือเป็นประจำ จนเมื่อเขาสิ้นชีวิตลงจึงพบว่าเหรียญทองที่สอดคั่นหนังสือในห้องสมุดของเขา รวมแล้วมีมูลค่าถึงหนึ่งพันปอนด์ 
          เช่นเดียวกับนาย John Selden ซึ่งไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดเป็นประจำ แล้วใช้แว่นตาคั่นหน้าหนังสือและลืมทิ้งไว้เสมอจนบรรณารักษ์จำได้ เพราะเก็บแว่นตาของนาย John Selden ไว้ได้นับเป็นจำนวนหลายโหล

      

ที่คั่นหนังสือกับธุรกิจ

          ได้มีการริเริ่มทำ “ ที่คั่นหนังสือ ” สวยๆขึ้นวางขายโดย Thomas Stevens ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการโรงงานทอผ้าไหมในประเทศอังกฤษ “ ที่คั่นหนังสือ ” ของ Thomas Stevens ทำด้วยผ้าไหมทอเป็นลวดลายงดงาม และเมื่อโรงงานถูกระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ต้องหยุดกิจการไป แต่อย่างไรก็ตาม “ ที่คั่นหนังสือ ” ของ Thomas Stevens หรือที่นิยมเรียกว่า Stevengraphs ยังได้รับการกล่าวขวัญถึงอยู่เสมอ จนกลายเป็นของสะสมที่หายากและมีราคาในปัจจุบันอันละไม่ต่ำกว่า 12,500 บาท

          ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา กิจการทำ “ ที่คั่นหนังสือ ” เกิดขึ้นอย่างมากมายทั้งในด้านการค้าและความชอบของกลุ่มบุคคล ขนาดและวัสดุที่ใช้ทำก็มีความหลากหลาย ได้แก่ กระดาษ หนังสัตว์ ผ้าไหม งาช้าง ทองเหลือง และพลาสติก เป็นต้น วัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อเป็นของขวัญและของที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่สำคัญๆ เช่น วันคล้ายวันเกิด วันแต่งงาน วันขึ้นปีใหม่ ฯลฯ นอกจากนี้ยังนิยมทำเป็นของที่ระลึกวางขายในพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เป็นของที่นักท่องเที่ยวนิยมสะสม เพราะมีขนาดเล็ก ราคาไม่แพง สวยงามทนทาน และที่สำคัญก็คือ ช่วยให้รำลึกถึงสถานที่ที่เคยไปเยือนได้เป็นอย่างดี 

          ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของการแข่งขันทางธุรกิจ “ ที่คั่นหนังสือ ” ยังทำหน้าที่เป็นสื่อโฆษณาได้เป็นอย่างดี เพราะว่าสำนักพิมพ์ บริษัท ห้างร้าน องค์การ ฯลฯ ต่างก็จัดทำ “ ที่คั่นหนังสือ ” แจกลูกค้าและผู้สนใจเนื่องในโอกาสต่างๆ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์องค์กรของตน โดยเฉพาะสำนักพิมพ์จะนิยมทำ “ ที่คั่นหนังสือ ” แถมคู่ไปกับตัวเล่มที่พิมพ์ขึ้นวางขายเป็นการประชาสัมพันธ์หนังสือเล่มนั้นไปด้วย ขณะที่ผู้ซื้อก็ใช้ประโยชน์ได้อีก

          นอกจากจะมีการออกแบบและประดิษฐ์ลวดลายของ “ ที่คั่นหนังสือ ” ให้สวยงามน่าใช้ ผู้ผลิตยังนิยมพิมพ์ข้อความที่น่าสนใจ หรือความรู้รอบตัวต่างๆ ออกเผยแพร่ตามโอกาสที่เหมาะสมอีกด้วย เช่น สุภาษิต คำขวัญ คำคม คำเตือนใจ และข้อความรณรงค์ในเรื่องต่างๆ สำหรับสำนักพิมพ์นั้นจะนิยมพิมพ์เนื้อเรื่องย่อของหนังสือ ประวัติของผู้เขียน ตัวอย่างหน้าปกของหนังสือ สูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ ( หนังสือคณิตศาสตร์ ) ตารางสอน ( หนังสือเรียน ) ตารางปฏิทิน ( หนังสือที่วางขายช่วงปีใหม่ )

       

          ถึงแม้จะไม่มีรูปแบบของการจัดทำ แต่เป็นที่ยอมรับกันว่า “ ที่คั่นหนังสือ ” ที่ดีควรเป็นสิ่งที่บางเบา มีพื้นผิวที่น่าสัมผัส ถ้าใช้วัสดุที่ไม่เหมาะสมอาจจะทำให้หนังสือเกิดความเสียหาย หรือทำให้กระดาษเป็นรอยขีดข่วน ดังนั้นนักอ่านที่ดีควรจะรักหนังสือและไม่ทำลายหนังสือด้วยการใช้วัสดุที่ไม่เหมาะสมมาคั่นหนังสือ.


**************************************

อ่านเรื่อง...  | หนังสือ |

 

บรรณานุกรม

วงศ์สว่าง เชาว์วุฒิ “ ที่คั่นหนังสือ : เพื่อนคู่ใจนักอ่าน ” โดมทัศน์ 15,1 ( ม.ค. – มิ.ย. 37 ) 140 – 143 
ภาพประกอบเรื่อง : http://www.thaibookmark.net 

รวบรวมข้อมูลโดย : ฝ่ายวารสารและเอกสาร 

  สนเทศน่ารู้  ขึ้นด้านบน 



ปรับปรุงล่าสุด : 25 ธันวาคม 2549 15:00:08 น.