Home

เรื่องของ e

   
          ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เรากำลังอยู่ในช่วงก้าวกระโดดทางเทคโนโลยี เราได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ e เยอะมาก เช่น e-mail, e-document, e-book จนขยับขยายไปเป็น e-library, e-school, e-university, e-learning, e-government, e-commerce ฯลฯ หลาย e จนบางคนแยกแยะไม่ออก งงเป็นไก่ตาแตกว่ามัน e อะไรกันนักกันหนา ยังมีอีกหนึ่ง e ที่เราควรกระทำ ในบัดเดี๋ยวนี้…

Focus I 

   
          พูดถึงเทคโนโลยี โดยหลักๆ ทุกอย่างแล้ว เราซื้อเขามาทั้งนั้น ซื้อหมด ไม่มีอะไรเป็นของเราเอง เขาสร้างเทคโนโลยีแล้วขายให้เรา ให้เราจ่ายค่าเทคโนโลยี ค่าลิขสิทธิ์ ค่าบำรุงรักษา (Maintenance) ฯลฯ จิปาถะ สารพันที่จะหาหนทางมาเก็บเงินเราไป ไม่ต้องพูดถึงระบบงานใหญ่ๆ เช่น ระบบการจ่ายเงิน online หรือ Security ต่างๆ ที่ใช้บน e-commerce นั่นต้องจ่ายกันอย่างแพง จะยกตัวอย่างที่พวกเราคุ้นเคยกันดีเช่น Microsoft windows นี่ละครับใกล้ตัวที่สุด Windows เป็นระบบปฏิบัติการที่เราคุ้นหูคุ้นตามาก จาก www.microsoft.com
Windows 2000 Professional   $319 US
Windows 2000 Sever (10 client access licenses)  $1199 US
Windows 2000 Sever (10 client access licenses)  $999 US
Windows 98SE (English Full version)   $209 US
Windows 98SE (English Upgrade version)   $109 US
          นับเฉพาะหน่วยงานของรัฐฯ และรัฐวิสาหกิจ ถามว่าใช้ Windows ไหม Win95, Win98 ใช้อยู่หรือเปล่า ถ้าหน่วยงานของรัฐฯ ทำถูกกฎหมายลิขสิทธิ์ทั้งหมด นึกดูว่ากี่จุด คูณจำนวนค่าลิขสิทธิ์เข้าไปก็อาจนับกันไม่ถ้วน ตรงนี้เรากล้าที่จะรับความจริงหรือเปล่า หากรวมประชาชนตามบ้านเข้าไปอีก นักเรียนนักศึกษาอีก จะนับเป็นเท่าไหร่ อันนี้ผมเองก็สุดประมาณ นอกจากหลบๆ ซ่อนๆ ใช้ Software เถื่อนแล้ว เราจะมีทางออกอย่างไรอีกบ้าง
          1. ใช้ให้ถูกกฎหมายทั้งหมด นับจำนวน License ทั้งประเทศแล้วเหมาจ่ายให้ Microsoft
          2. เชิญตัวแทนบริษัทมาเจรจาให้เป็นเรื่องเป็นราว ขายให้เป็น Software ระดับประเทศ ขายให้รัฐฯ รัฐฯ ก็นำไปแจกจ่าย หรือขายให้ประชาชน หน่วยงานการศึกษาในราคาถูก เรียกว่าเป็น sale ให้ Microsoft อีกทาง ค่าใช้จ่ายคงประหยัดกว่าข้อแรกเป็นแน่ เพราะเราย่อมได้ส่วนลด ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน สักวันเราก็กลายเป็นThai-Microsoft-Land เรื่องระดับความปลอดภัยก็ต้องระมัดระวัง Anti-Microsoft Group กันหน่อย ซึ่งชอบเจาะเข้ามาทาง Back Door ของโปรแกรม ล้วงความลับต่างๆ อีกทั้งบรรดา Virus และพวก Worm ที่ชอบเจาะไชช่องโหว่ของ Microsoft อย่างมากเช่นกัน(เหมือน CodeRed หรือ Nimda Virus ที่โด่งดังนั่นไงครับ!)
          3. ลงทุน จัดทีมพัฒนา วิจัย ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ของไทยให้เป็นล่ำเป็นสัน นำด้วยรัฐฯ เป็นแกนหลัก ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ขอความช่วยเหลือจากบริษัทเอกชนต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งทีมงานไปศึกษา พัฒนาให้ใช้ได้ภายใน 3-5 ปี ทำ labs วิจัยอย่างต่อเนื่อง ฝึกงานให้นักศึกษา ถ่ายทอดกันเป็นรุ่นๆ ไป เสร็จแล้วก็บังคับให้หน่วยงานของรัฐฯ ใช้กันก่อน หาข้อผิดพลาดมาปรับปรุงแก้ไขไปเรื่อยๆ ตั้งทีมฝึกอบรม สร้างมาตรฐานให้เกิดขึ้น ให้คนไทยได้สอบใบรับรองใน Software ของเราเอง ตามด้วยทีมพัฒนาโปรแกรมชุด Office มาทำงานอีกให้ต่อเนื่อง ให้เกิด Thai-Word, Thai-Spreadsheet เป็นต้น แต่มันเป็นเรื่องระยะยาว และใหญ่เกินกว่าข้าราชการตัวเล็กๆ อย่างผมจะผลักดัน… ( ก็ได้แต่ฝันไปว่า ไม่อยากเป็นทาสฝรั่งเขา )
          ผมก็เห็นอยู่ 3 แนวทางหลักๆ นี่แหละครับที่พอจะเป็นไปได้ที่จะให้บ้านเราได้ใช้ Software อย่างถูกต้องตามกฎหมายและประหยัด แต่ก็อีกนั่นแหละครับ ประเทศเราเงินน้อยจะทำอะไรก็ลำบาก จากข้อมูลที่ได้จาก www.microsoft.com ปี 2000 บริษัทมีเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ สุทธิ $9,421 million US ลองคูณเป็นเงินไทยด้วยอัตรา 43 บาทต่อ Dollar ก็ราวๆ 405,103 ล้านบาท ถ้าเห็นภาพไม่ชัดผมจะลองเทียบกับ GDP ปี 2000 ของประเทศเพื่อนบ้านของเราดูก็แล้วกัน
กัมพูชา  $16,100 million US
สปป.ลาว  $9,000 million US
พม่า  $63,700 million US
          จะเห็นว่าตัวเลขต่างกันไม่มาก แล้วเราจะไปสู้กับเขาคงต้องหากลยุทธกันหัวปั่นล่ะครับ ทำยังไง จะเป็นไทเสียที (ข้อมูลตัวเลข GDP จาก www.cia.gov/cia/publications/factbook/ )

Focus II 

   
          ผ่าน Focus I ผมพักไว้แค่นั้นก่อน เดี๋ยวเครียด เอาเป็นว่าเรามามองดูเรื่องถัดไป ผม Focus มาที่ Application Program แยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ระดับองค์กร กับ ระดับประชาชนทั่วไป
         1. ระดับองค์กร ในบ้านเรายังคงพึ่งพา Software จากต่างประเทศอีกมาก ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวเราก็คือ Software ระบบห้องสมุด ทุกๆ มหาวิทยาลัย, สถาบัน, วิทยาลัย, โรงเรียน แม้แต่หน่วยงาน ต่างก็มีห้องสมุดใช้ คิดกันง่ายๆ นะ ถ้า 1 แห่งซื้อ 1 โปรแกรม สมมติให้มีสัก 20 แห่งที่ซื้อ Software นี้จากต่างชาติ ประมาณเอาว่าราคากันเองโปรแกรมละ 7 ล้านบาทก็พอ เสียค่า Maintenance ปีละ 10% ต่อแห่ง ค่า Hardware ที่ต้องใช้ให้เหมาะสมกับตัวโปรแกรม ก็ประมาณ 2 ล้าน ค่า Maintenance Hardware อีกปีละ 5% ตัวเลขก็จะเป็นดังนี้
ปีแรก  hardware 2 ล้าน, software 7 ล้าน รวม 9 ล้าน x 20 180 ล้าน
ปีที่ 2  maintenance hardware = 1 แสน, software = 7 แสน รวม 8 แสน x 20 16 ล้าน วันละสี่หมื่นกว่าๆ

          ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ตามมาก็คือ การ upgrade software หรือเปลี่ยน version ก็ขึ้นกับบริษัทจะกำหนด ส่วน hardware ก็ประมาณ 5 ปี ต้องมาดูกันว่าจะต้องเปลี่ยนรุ่นอีกหรือไม่ เสียหรือยัง เป็นต้น นี่ก็แค่ คิดเล่นเล็กๆ ครับ ไม่ใช่ตัวเลขจริงๆ นอกจากนี้ยังมี Application Program อื่นๆ อีก ที่ต้องใช้ ตัวอย่างเช่นโปรแกรมการบริหารจัดการที่ใช้ตามโรงเรียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บประวัติ การจัดการเรื่องข้อสอบ ฯลฯ สมมติว่าแต่ละโรงเรียนต่างก็จ้างบริษัทมาเขียนโปรแกรมให้ถูกๆ คิดแห่งละ 3 หมื่นบาทพอ เอาแค่ในเมืองใหญ่ๆ นับไปว่ามีกี่โรงเรียน ไหนจะเสียค่าMaintenance อีกล่ะ เริ่มจะคูณไม่ถูกแล้วครับ…
         2. ระดับประชาชน อันนี้ก็ต้องใช้ของเถื่อนซะมากล่ะครับ ไม่งั้น CD เถื่อนคงไม่ขายกันเทน้ำเทท่าขนาดนี้ เห็นข่าวออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ตลอดเวลา จับไม่รู้จักหมด ก็น่าเห็นใจครับ นักเรียน นักศึกษา คนตกงาน แม้กระทั่งคนที่ทำงานอยู่ตามหน่วยงานหรือ Office ก็หวังที่จะพัฒนาตัวเองให้มีความรู้ความสามารถ ในตัวโปรแกรมที่ตลาดแรงงานบ้านเรานิยมใช้กันให้มากขึ้น ด้วยความรักดี อยากเจริญก้าวหน้าในชีวิตการงาน ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ ก็ไม่รู้จะทำยังไง กว่าจะหาเงินมาซื้อเครื่องคอมพ์ได้ก็ยากแล้ว แล้วโปรแกรมถูกกฎหมายแต่ละตัวมันราคาถูกๆ ตัวละร้อยสองร้อยซะที่ไหนล่ะครับ

Focus I + II 

   
          ทั้ง 2 ส่วนที่เรา Focus ไปนั้น จะเห็นได้ว่าใช้เงินจำนวนมหาศาล ในการซื้อเทคโนโลยีมาใช้งานในบ้านเรา มุ่งกันไปที่สารพัด e ที่สวยหรู ซึ่งคงว่ากันไม่ได้ มันเป็นไปตามยุคสมัย ปัญหาก็ไม่ได้อยู่ที่เราไม่มีเงินจ่าย เราจ่ายให้เขามาแล้ว ปัจจุบันก็ยังจ่ายให้อยู่ตลอดเวลาและต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าถ้าเป็นไปได้ ในวันนี้ เราช่วยกันประหยัดหน่อยได้ไหม ช่วยกันเข้าใจถึงปัญหาหน่อยได้ไหม
          1. Application Software ที่ซื้อมาใช้น่ะ ช่วยใช้กันให้เต็มที่ ใช้ให้มีประสิทธิภาพหน่อย เราไม่ได้ซื้อมาถูกๆ เราใช้เงินของประเทศ ทำอย่างไรจึงจะใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด เรากำลังทำแบบย้อนศรอย่างมาก จริงแล้วเราใช้โปรแกรมเพื่อต้องการหาวิธีให้ทำงานได้เร็วขึ้น ทุ่นเวลา ทุ่นแรงงาน และเพื่อความประหยัด เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อหน่วยเวลามากขึ้น หรือจะพูดอีกอย่าง ก็คือเราเรียกหาเทคโนโลยีมาทุ่นแรง แต่เหมือนเทคโนโลยีเหล่านั้นกลับกลายเป็นภาระอันหนักอึ้ง ต้องระดมพลเพิ่มสารสนเทศเข้าสู่ระบบให้มากและจริงจัง
          2. ผู้บริหารต้องเข้าใจ ว่าเราต้องพัฒนาคนก่อน ซื้อของมาแล้วลงทุนแล้ว มันจะใช้ยังไม่ได้ เหมือนเรามีที่นาอยู่ผืนหนึ่ง อยากจะเพิ่มผลผลิต ก็ไปหารถไถมาให้ชาวนาใช้แทนควาย ถ้าไม่ให้น้ำมัน ไม่สอนขับ ไม่สอนบำรุงรักษา ไม่สอนให้เขารู้จักใช้ รู้จักประยุกต์ มันคงไม่เกิดผล ชาวนา 100 คน ใช้งานเป็นแค่ 25 คน แค่ได้ผลผลิตเท่าใช้เดิมก็ยากแล้ว เพราะ 25 คนต้องทำงานอย่างหนัก อีก 25 คนอาจผ่อนแรงได้บ้าง ส่วนอีก 50 คน จะทำอะไรไม่ค่อยได้ กินแรงไปเรื่อยๆ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานของคนให้ได้ ทำอย่างไรให้เขาทำเป็น ให้เขายอมรับ ถ้าไม่ยอมรับ ไม่ทำ ไม่ฝึกฝนอย่างใส่ใจ มันก็ล้มเหลวในการลงทุน ไม่คุ้มค่า ต้องให้ความสำคัญในการฝึกอบรม

และ e ที่ควรทำในบัดเดี๋ยวนี้ enough technology 

   
          ครับ! enough technology อ่านกันไม่ผิด เรามาทางสายกลางย่อมดีกว่าทางอื่น ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีที่เรามีกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานในอีก 1-2 ปี ข้างหน้า (หรืออาจจะนานกว่า) เพียงแต่มันยังกลวงๆ อยากให้เราหันหน้ามาช่วยกันเพิ่มเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์ให้มากกว่านี้ ให้ระบบการศึกษาอัดแน่นไปด้วยสาระและภูมิปัญญาแห่งความเป็นไทย ให้บ้านเรากลายเป็นคลังความรู้ที่มหาศาล ไว้สนับสนุนการศึกษาของเด็กไทยให้ถูกต้อง คำว่าบัณฑิตนั้น แปลว่า “ผู้รู้” หมายถึง ต้องรู้อย่างเข้าใจและถ่องแท้ในศาสตร์ที่ตนศึกษา หาใช่ท่องจำกันอย่างเดียว อยากให้มีบัณฑิตขนานแท้ในบ้านเรามากๆ โปรดหยุด! แล้วคิดพิจารณาไตร่ตรองกันสักเล็กน้อย อย่าให้เงินไหลออกและต้องเป็นทาสเขาให้มากไปกว่านี้เลย ให้เขามาซื้อสารสนเทศจากเราไปบ้าง ซื้อข้อมูลความรู้และภูมิปัญญาของเราบ้าง เพราะทุกวันนี้ เขาก็เก็บข้อมูลของบ้านเราไปทำ แล้วนำกลับมาขายให้เราเองอยู่แล้ว ขอให้ช่วยกันหน่อย แล้วหลังจากนั้น อยากจะขยับขยายด้านเทคโนโลยีกันอีกครั้งเมื่อมันแก่ชราภาพ ผุพังไปตามวาระก็ไม่เป็นไร….เพราะตอนนั้นมันก็คงถึงเวลาอันควรแล้ว.

 ธนกร ช่อไม้ทอง  นักเอกสารสนเทศ 4  ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศฯ สำนักหอสมุดกลาง ม.รามคำแหง

   บทความจากหอสมุด    ขึ้นด้านบน


ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิถุนายน 2552 14:05:26